- หลายคนเลือกลาออกเพราะต้องการสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น งานที่ท้าทายกว่า หรือองค์กรที่ให้โอกาสเติบโตมากกว่า รวมถึงเหตุผลด้านความเครียด งานเกินภาระ หรือวัฒนธรรมที่ไม่เหมาะกับตัวเอง การลาออกจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางอาชีพใหม่ที่ตอบโจทย์มากกว่าเดิม
- การได้งานใหม่ก่อนลาออกปลอดภัยกว่า เพราะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องรายได้และช่วงว่างงาน แต่บางคนเลือกลาออกก่อนเพื่อพักใจ ตั้งหลัก หรือมีเวลาหางานใหม่อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ควรเลือกตามภาระการเงิน ความมั่นคง และสถานการณ์ส่วนตัวของแต่ละคนเป็นหลัก
- ควรหางานในเวลาส่วนตัว หลีกเลี่ยงใช้ทรัพยากรบริษัท เช่น คอมพิวเตอร์หรืออีเมล และเก็บเรื่องหางานเป็นความลับ ใช้แพลตฟอร์มสมัครงานอย่าง Jobsdb ตั้งแจ้งเตือนงานที่ตรงโปรไฟล์ เพื่อประหยัดเวลาและไม่รบกวนงานประจำ ทำให้คุณหางานใหม่ได้อย่างลื่นไหลโดยไม่กระทบความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน
ในชีวิตคนทำงาน เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจลาออก จะเลือกได้งานใหม่แล้วค่อยลาออก หรือ ลาออกแล้วค่อยหางานใหม่? ซึ่งทั้งสองทางเลือกต่างมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อคุณยังมีงานปัจจุบันที่ต้องรับผิดชอบอยู่ และภาระค่าใช้จ่ายในทุกๆ เดือน แต่อยากหางานใหม่ ไปดูเทคนิคการสมัครงานอย่างปลอดภัย วิธีจัดการเวลาระหว่างงานเก่ากับการสัมภาษณ์งาน รวมถึงข้อควรระวังต่างๆ เพื่อให้คุณสามารถเปลี่ยนงานได้อย่างราบรื่น ปลอดภัย และไม่พลาดโอกาสดีๆ
เหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจลาออกมีอะไรบ้าง?
เมื่อสั่งสมประสบการณ์ในการทำงานไปสักระยะ หลายคนเริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าตัวเองต้องการอะไรจากอาชีพและชีวิต ทำให้ตัดสินใจมองหางานใหม่ที่ตอบโจทย์และดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นโอกาสเติบโต ค่าตอบแทน หรือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกว่า ซึ่งเหตุผลในการลาออกจากงานยอดนิยมที่ทำให้หลายคนเลือกก้าวออกจากงานเดิม ได้แก่
1. ต้องการโอกาสเติบโตในสายอาชีพมากขึ้น
หลายคนรู้สึกว่างานปัจจุบันไม่มีเส้นทางเติบโตชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง หน้าที่รับผิดชอบ หรือโอกาสพัฒนาทักษะ ทำให้เลือกมองหางานที่ช่วยพัฒนาศักยภาพและความก้าวหน้าได้ดีกว่า
2. ค่าตอบแทนและสวัสดิการไม่สอดคล้องกับงานที่ทำ
เมื่อภาระงานเพิ่มขึ้น หรือประสบการณ์มากขึ้น แต่รายได้ไม่เติบโตตาม หลายคนจึงพิจารณาหางานที่ให้ค่าตอบแทนเหมาะสมและแข่งขันได้มากกว่า
3. ภาระงานหนักเกินไป หรือความสมดุลชีวิต-การทำงานเสียไป (Work-Life Balance)
งานที่หนักจนกระทบสุขภาพ ความสัมพันธ์ หรือเวลาชีวิต ทำให้หลายคนตัดสินใจย้ายไปสภาพแวดล้อมที่สมดุลกว่า
4. ต้องการเปลี่ยนเส้นทางอาชีพ (Career Shift)
บางคนค้นพบว่าสิ่งที่อยากทำจริงๆ ไม่ใช่งานปัจจุบัน จึงลาออกเพื่อไปเรียนเพิ่มเติม เปลี่ยนสายงาน หรือเริ่มต้นในอาชีพใหม่
5. วัฒนธรรมองค์กรไม่ตอบโจทย์
บรรยากาศการทำงานไม่เหมาะกับสไตล์ของตัวเอง เช่น การสื่อสารไม่ชัดเจน การเมืองภายในเยอะ หรือขาดการสนับสนุน ทำให้รู้สึกไม่สบายใจและไม่อยากอยู่ระยะยาว
6. ความไม่มั่นคงขององค์กร
เจอปัญหาด้านธุรกิจ การปรับโครงสร้างบ่อย หรืออนาคตไม่ชัดเจน ทำให้หลายคนเลือกย้ายไปที่มั่นคงกว่า
7. ต้องการเวลาส่วนตัว หรือเหตุผลด้านสุขภาพ
บางคนเลือกลาออกเพื่อพักฟื้น ปรับสมดุลชีวิต หรือจัดการเรื่องส่วนตัวที่สำคัญกว่า
ได้งานใหม่แล้วค่อยลาออก
ก่อนตัดสินใจลาออก หลายคนโดยเฉพาะผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานมักเลือกวิธี “ได้งานใหม่ก่อนค่อยลาออก” เพราะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การเปลี่ยนงานเป็นไปอย่างราบรื่นกว่าเดิม วิธีนี้ยังช่วยให้คุณมีความมั่นใจมากขึ้นทั้งด้านการเงิน อนาคตในอาชีพ และความต่อเนื่องในเรซูเม่ ก่อนที่คุณจะตัดสินใจ ลองมาดูภาพรวมของข้อดีและข้อเสียของแนวทางนี้ก่อน
ข้อดีของการได้งานใหม่แล้วค่อยลาออก
- มีรายได้รองรับระหว่างรอเปลี่ยนงาน ไม่ต้องเสี่ยงว่างงาน ไม่มีรายได้ ทำให้จัดการค่าใช้จ่ายและภาระต่างๆ ได้ต่อเนื่อง
- เรซูเม่ต่อเนื่อง ไม่มีช่องว่างให้ HR ตั้งคำถาม ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และทำให้บริษัทใหม่เชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพ
- วางแผนการเงิน–การใช้ชีวิตได้ง่ายกว่า เช่น รอรับโบนัส ควบคุมค่าใช้จ่าย หรือวางแผนทริปพักผ่อนก่อนเริ่มงานใหม่
- มีเวลาต่อรองเงื่อนไขงานใหม่ได้เต็มที่ เพราะไม่ต้องรีบตัดสินใจจากความกดดันด้านการเงิน
- จัดการเวลาเปลี่ยนงานได้อย่างเป็นระบบ ใช้ระยะเวลาแจ้งลาออก 30 วัน เพื่อเคลียร์งาน ส่งต่องาน และเริ่มงานใหม่อย่างราบรื่น
- สร้างความประทับใจทั้งบริษัทเดิมและบริษัทใหม่ บริษัทเดิมมีเวลาเตรียมหาคนแทน ส่วนที่ใหม่ก็ได้เตรียมการรับคุณอย่างพร้อมเพรียง
- ลดความเครียดและความไม่แน่นอนในช่วงเปลี่ยนงาน เพราะคุณรู้แล้วว่ามีงานรองรับ ทำให้ตัดสินใจเดินออกอย่างมั่นใจ
ข้อเสียของการได้งานใหม่แล้วค่อยลาออก
- ต้องจัดสรรเวลาในการหางานควบคู่กับการทำงานประจำ อาจต้องใช้เวลาช่วงเย็นหรือวันหยุดไปกับการสมัครงานและสัมภาษณ์
- เสี่ยงเกิดความล้าทางอารมณ์หรือความเครียดสะสม เพราะต้องรับผิดชอบงานปัจจุบันพร้อมเตรียมตัวสำหรับงานใหม่
- อาจจำกัดการเลือกวันเริ่มงานใหม่ บางบริษัทต้องการให้เริ่มงานเร็ว แต่คุณยังติดภาระงานเก่าหรือยังอยู่ในช่วงแจ้งลาออก
- ต้องรักษาความลับระหว่างการหางาน หากบริษัทเดิมรู้ก่อนเวลาอาจเกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์หรือบรรยากาศการทำงาน
- มีโอกาสทำงานซ้อนช่วงส่งต่องานและเตรียมงานใหม่ เช่น ทำเอกสารส่งต่องาน พร้อมทำ Onboarding กับบริษัทใหม่ในเวลาใกล้เคียงกัน
- หากงานใหม่ไม่ตรงใจ อาจรู้สึกผูกมัดเพราะตัดสินใจเร็วเกินไป โดยเฉพาะเมื่อคุณเลือกจากความมั่นคงมากกว่าความเหมาะสมจริงๆ
วิธีจัดการและเตรียมตัว
- วางแผนไทม์ไลน์ล่วงหน้า กำหนดช่วงเวลาหางาน วันคาดหวังเริ่มงานใหม่ และวันที่เหมาะสมในการยื่นลาออกให้สัมพันธ์กัน
- ตรวจสอบสัญญาจ้างและกฎบริษัทเดิม เช็กระยะเวลาแจ้งลาออก (เช่น 30 วัน) รวมถึงเงื่อนไขอื่น เช่น การตัดโบนัส การคืนสวัสดิการ หรือข้อห้ามแข่งขันทางธุรกิจ
- เตรียมเอกสารและข้อมูลสำหรับงานใหม่ เช่น แบบฟอร์ม Onboarding สำเนาเอกสารส่วนตัว ข้อมูลบัญชีเงินเดือน รวมถึงศึกษาหน้าที่ใหม่ให้เข้าใจล่วงหน้า
- จัดลำดับและเคลียร์งานที่ค้างอย่างเป็นระบบ รวบรวมโพรเจกต์ทั้งหมด ทำรายการงานค้าง ส่งต่อข้อมูลที่จำเป็นให้ทีมอย่างโปร่งใสและมืออาชีพ
- จัดทำคู่มือส่งต่องาน (Handover Document) ระบุสถานะงาน รายละเอียดขั้นตอนทำงาน และข้อมูลติดต่อสำคัญ เพื่อให้คนที่มารับงานต่อทำงานได้ทันที
- สื่อสารกับหัวหน้าและทีมอย่างเหมาะสม แจ้งลาออกด้วยความสุภาพ ให้เวลาทีมเตรียมตัว พร้อมทั้งช่วยปรับกระบวนการทำงานช่วงเปลี่ยนผ่าน
- จัดการอารมณ์และความคาดหวังของตัวเอง เตรียมใจสำหรับสัปดาห์ที่อาจยุ่งกว่าปกติ ทั้งจากการส่งต่องานเก่าและเตรียมตัวรับบทบาทใหม่
- วางแผนการเงินช่วงเปลี่ยนงาน ประเมินเงินเก็บ ค่าใช้จ่าย และสวัสดิการที่ต้องเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เริ่มงานใหม่ได้อย่างไม่สะดุด
- เตรียมภาพลักษณ์และโปรไฟล์ให้พร้อมอัปเดตโปรไฟล์ Jobsdb รวมทั้ง Resume, Portfolio และเตรียมคำตอบสัมภาษณ์สำหรับงานใหม่ให้สมบูรณ์
- จัดตารางวันหยุดหรือช่วงพักให้พอดี หากอยากพักก่อนเริ่มงานใหม่ ให้คำนวณเวลาล่วงหน้าเพื่อไม่ให้กระทบวันเริ่มงาน
ลาออกแล้วค่อยหางานใหม่
เมื่อสถานการณ์ในที่ทำงานเริ่มกดดันจนทนไม่ไหว หลายคนอาจเกิดความคิดว่า “ลาออกก่อน เดี๋ยวค่อยหางานใหม่”เพื่อหลุดพ้นจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม หรือเพื่อพักใจ พักกายให้กลับมามีพลังอีกครั้ง แม้ว่าวิธีนี้จะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ และสำหรับบางคนก็เป็นทางออกที่จำเป็นในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนตัดสินใจ ลองมาดูว่าทำไมบางคนถึงต้องเลือกทางนี้
ข้อดีของการลาออกแล้วค่อยหางานใหม่
- มีเวลาพักฟื้นทั้งร่างกายและจิตใจ ช่วยลดความเครียด ฟื้นแรง และรีเฟรชตัวเองก่อนเริ่มต้นงานใหม่
- โฟกัสกับการหางานใหม่ได้เต็มที่ ไม่ต้องแบ่งเวลาไปทำงานประจำ ทำให้เตรียมสัมภาษณ์ได้ดีขึ้น
- มีเวลาเรียนรู้ทักษะใหม่ เช่น อัปสกิล ปรับโปรไฟล์ หรือเรียนคอร์สเพื่อเตรียมย้ายสายงาน
- หลุดออกจากสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษทันที ช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ ทั้งทางกายและใจ
- มีเวลาจัดการเรื่องส่วนตัวหรือเป้าหมายชีวิตที่ค้างไว้ เช่น ดูแลครอบครัว เดินทาง หรือจัดการธุระสำคัญที่ไม่มีเวลาทำ
- โอกาสทบทวนเส้นทางอาชีพได้ลึกขึ้น ทำให้เลือกงานใหม่ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่หางานเพื่อหนีงานเก่า
ข้อเสียของการลาออกแล้วค่อยหางานใหม่
- ไม่มีรายได้ทันทีหลังลาออก ส่งผลหนักสำหรับคนที่มีหนี้สิน ค่าใช้จ่ายประจำ หรือภาระครอบครัว
- เกิดช่องว่างในเรซูเม่ (Employment Gap) HR จะตั้งคำถาม เช่น “ทำไมถึงว่างงาน?” “เกิดอะไรขึ้นกับที่เดิม?”
- ความกดดันเรื่องการเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้บางคนจำใจรับงานที่ไม่ตรงใจเพราะกลัวไม่มีรายได้
- อาจหางานใหม่นานกว่าที่คาดคิด โดยเฉพาะตำแหน่งที่แข่งขันสูง หรือช่วงที่ตลาดงานซบเซา
- เสี่ยงต่อภาวะเครียดและหมดไฟซ้ำ หากหางานนานเกินไปหรือรู้สึกว่าตัวเอง “ไม่มีค่า” ขณะว่างงาน
- อาจถูกมองว่าตัดสินใจหุนหันพลันแล่น ซึ่งอาจกระทบความน่าเชื่อถือเมื่อสัมภาษณ์กับบริษัทใหม่
วิธีจัดการและเตรียมตัว
- ประเมินเงินเก็บและค่าใช้จ่ายล่วงหน้าอย่างน้อย 3–6 เดือน เพื่อให้รู้ว่าคุณมีเวลาหางานได้นานแค่ไหนโดยไม่กระทบความเป็นอยู่
- กำหนดเป้าหมายชัดเจนว่าจะทำอะไรในช่วงว่างงาน เช่น พักผ่อน อัปสกิล เตรียมพอร์ต หรือหางานเต็มเวลา
- เตรียมคำตอบสัมภาษณ์งานสำหรับช่วงว่างงาน เช่น “ลาออกเพื่อดูแลสุขภาพ” หรือ “ลาออกเพื่ออัปสกิลและหางานที่เหมาะกว่า”
- อัปเดตเรซูเม่และโปรไฟล์ออนไลน์ให้พร้อม รวมถึงเพิ่มทักษะใหม่ๆ ให้เป็นจุดเด่นเมื่อสมัครงาน
- จัดตารางหางานเพื่อให้มีวินัย เช่น สมัครงานวันละกี่ตำแหน่ง หรือทบทวนโปรไฟล์ทุกสัปดาห์
- รักษาสุขภาพกาย–ใจในช่วงว่างงาน ปรับกิจวัตรประจำวัน ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสัมภาษณ์
- ใช้เวลานี้เพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง เช่น ทำคอร์สออนไลน์ สร้างผลงาน หรือเข้าร่วมเวิร์กช็อปในสายงาน
- วางแผนการกลับเข้าสู่ตลาดงาน หาข้อมูลบริษัทที่สนใจ ตั้งเป้าหมายตำแหน่ง และเตรียมตัวสัมภาษณ์อย่างจริงจัง
วิธีหางานใหม่โดยไม่กระทบงานปัจจุบัน
1. หางานเฉพาะเวลานอกงานเท่านั้น
จัดตารางหางานตอนเย็น วันหยุด หรือช่วงพักกลางวัน หลีกเลี่ยงการใช้เวลา/ทรัพยากรของบริษัทเดิม เช่น คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตของที่ทำงาน
2. อัปเดตเรซูเม่และโปรไฟล์ออนไลน์แบบ “ไม่เปิดเผยตัว”
ปรับโปรไฟล์ Jobsdb แบบกึ่งส่วนตัว ไม่ปิดประกาศหางานจนเกินไป และปิดการแจ้งเตือนให้เพื่อนร่วมงานไม่เห็นการอัปเดต
3. ใช้อีเมลส่วนตัวเท่านั้นในการสมัครงาน
เพื่อความปลอดภัยและป้องกันข้อมูลรั่วไหล รวมถึงป้องกันไม่ให้บริษัทเดิมตรวจพบ
4. นัดสัมภาษณ์เฉพาะช่วงเวลานอกงาน
ขอสัมภาษณ์ช่วงเย็น หรือออนไลน์หลังเลิกงาน หากจำเป็นอาจขอวันลาพักร้อนหรือลากิจเป็นครั้งคราว
5. ปิดข้อมูลบริษัทปัจจุบันอย่างระมัดระวัง
ไม่พูดจาเสียหาย ไม่บอกว่ากำลังจะลาออก และระบุในเรซูเม่ว่า “Reference available upon request” เพื่อไม่ให้ HR ติดต่อบริษัทเดิมก่อนเวลา
6. รักษาผลงานที่บริษัทเดิมให้ดีอย่างต่อเนื่อง
อย่าแผ่วงาน เพราะจะทำให้ทีมสงสัย และยังช่วยให้คุณออกจากงานอย่างสวยงาม (รวมถึงได้ Reference ที่ดีในอนาคต)
7. ใช้เวลานี้ประเมินทักษะและช่องว่างของตัวเอง
หาตำแหน่งที่ตรงกับเป้าหมายจริงๆ พร้อมลงคอร์สสั้นๆ เพิ่มความโดดเด่นตามเวลาที่มี
8. คัดเลือกงานอย่างละเอียดก่อนสมัคร
เพื่อไม่ต้องไปเสียเวลาเข้าสัมภาษณ์หลายรอบกับงานที่ไม่ใช่ และลดความถี่การลางาน
9. ตรวจสอบความลับของข้อมูลและพฤติกรรมออนไลน์
อย่าโพสต์ในโซเชียลว่า “กำลังจะย้ายงาน” หรือ “กำลังหางานใหม่” เพราะเพื่อนร่วมงานอาจเห็น
10. วางแผนไทม์ไลน์ล่วงหน้า
ตั้งเป้าว่าจะเริ่มหางานช่วงไหน คาดหวังจะได้งานเมื่อไร และเตรียมไทม์ไลน์ยื่นลาออกให้สัมพันธ์กับการเริ่มงานใหม่
ได้งานใหม่แจ้งลาออกอย่างไรดี?
1. ตรวจสอบสัญญาจ้างและระยะเวลาแจ้งลาออกก่อน
เช็กเงื่อนไขในสัญญา เช่น ต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน หรือ 45 วัน เพื่อวางแผนให้ตรงกับวันเริ่มงานใหม่ ป้องกันปัญหาทับซ้อนหรือเริ่มงานช้า
2. นัดคุยกับหัวหน้าแบบส่วนตัว
แจ้งเหตุผลในการลาออกได้งานใหม่ด้วยการพูดคุยตรงๆ ไม่ควรแจ้งผ่านแชตหรืออีเมลเป็นครั้งแรก ให้สื่อสารด้วยความสุภาพ เช่น
- แจ้งเหตุผลแบบกระชับ
- ไม่กล่าวโทษหรือพูดในแง่ลบ
- เน้นว่าเป็นการตัดสินใจเพื่ออนาคตอาชีพของคุณ
3. ส่งหนังสือลาออกอย่างเป็นทางการ
หลังคุยกับหัวหน้าแล้ว ควรส่งอีเมลหรือเอกสารลาออก เพื่อให้ HR ดำเนินการต่อได้ทันที ใส่ข้อมูลให้ครบ เช่น วันแจ้งลาออก และวันทำงานวันสุดท้าย
4. เสนอช่วยส่งต่องาน (Handover) อย่างมืออาชีพ
เตรียมรายละเอียดงานทั้งหมด เช่น
- งานที่ค้างอยู่
- โปรเจกต์ที่ดูแล
- ไฟล์และข้อมูลสำคัญ
- ขั้นตอนการทำงาน
สิ่งนี้ช่วยให้คุณออกจากงานอย่างสวยงามและสร้างภาพลักษณ์ที่ดี
5. รักษามาตรฐานงานจนถึงวันสุดท้าย
อย่าปล่อยงานให้แผ่ว เพราะอาจทำให้ทีมมองภาพลบ และอาจกระทบชื่อเสียงคุณในอนาคต การปิดงานอย่างเรียบร้อยช่วยให้คุณได้ Reference ที่ดีด้วย
6. แจ้งข่าวทีมด้วยความสุภาพ
ถ้าที่ทำงานมีการประกาศอย่างเป็นทางการ ให้รอหัวหน้าหรือ HR แจ้งก่อน จากนั้นคุณอาจบอกทีมในโทนบวก เช่น ขอบคุณ ประสบการณ์ดีๆ และยินดีให้ความช่วยเหลือจนวันสุดท้าย
7. เตรียมเอกสารกับ HR ให้ครบ
เช่น
- แบบฟอร์มลาออก
- การคืนอุปกรณ์
- เอกสารประกันสังคม
- เอกสารเงินเดือนสุดท้าย
ทำให้กระบวนการเปลี่ยนงานไม่มีปัญหาตามมา
8. วางตัวเป็นกลางและสุภาพจนถึงวันสุดท้าย
หลีกเลี่ยงการบ่น บอกเล่าเรื่องลบ หรือปะทะกับใคร เพราะอาจส่งผลต่อชื่อเสียงในระยะยาวและอาจสะท้อนถึงความไม่เป็นมืออาชีพ
9. เก็บผลงานและข้อมูลที่อนุญาตก่อนออก
เช่น ตัวอย่างงานที่ไม่เป็นความลับ เพื่อใช้ในพอร์ตโฟลิโอ แต่ต้องไม่ใช่ข้อมูลลับหรือไฟล์ของบริษัทเด็ดขาด
10. ขอบคุณหัวหน้าและทีม
ส่งข้อความหรือพูดคุยเพื่อแสดงความขอบคุณความสัมพันธ์ที่ดีอาจเป็นประโยชน์ในอนาคต ทั้งในเรื่อง Reference หรือโอกาสทำงานร่วมกันอีกครั้ง
เทคนิควางแผนการเงินระหว่างเปลี่ยนงาน
- ประเมินรายรับ–รายจ่ายทั้งหมด เริ่มจากจดทุกค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าเช่าบ้าน ผ่อนรถ ค่ากินอยู่ บัตรเครดิต และนำไปเทียบกับเงินเก็บที่มี เพื่อดูว่าคุณสามารถอยู่ได้กี่เดือนหากยังไม่มีรายได้เข้ามา
- สร้างกองทุนสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund) ควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 3–6 เดือนของค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพื่อใช้เป็นกันชนในช่วงที่รายรับอาจขาดหายไปชั่วคราว ทำให้เปลี่ยนงานได้สบายใจขึ้น
- ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ลองตัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เช่น กินร้านแพง ช้อปปิ้งไม่จำเป็น หรือค่าสมัครสมาชิกที่ไม่ค่อยใช้ เพื่อลดภาระทางการเงินในช่วงรอยต่อของงาน
- วางแผนเงินก้อน เช่น โบนัสหรือเงินชดเชย ถ้ามีโอกาสได้รับโบนัสปลายปี หรือมีเงินชดเชยตามกฎหมายเมื่อลาออก ควรวางแผนล่วงหน้าว่าจะนำส่วนไหนมาเก็บ ส่วนไหนใช้จ่าย เพื่อให้เงินก้อนทำงานได้คุ้มค่า
- ไม่สร้างหนี้ใหม่ในช่วงเปลี่ยนงาน หลีกเลี่ยงการกู้หนี้เพิ่ม เช่น ผ่อนของชิ้นใหญ่ บัตรเครดิตใหม่ หรือหนี้ดอกเบี้ยสูง เพราะช่วงเปลี่ยนงานคือจังหวะที่ต้องรักษาสภาพคล่องให้มากที่สุด
- เตรียมรายได้เสริมระยะสั้น (ถ้าจำเป็น) งานฟรีแลนซ์ หางานพาร์ตไทม์ หรือหารายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างรอเริ่มงานใหม่ สามารถช่วยลดความเครียดด้านการเงิน และทำให้เงินเก็บไม่หายไปเร็วเกินไป
- ตรวจสอบสวัสดิการงานใหม่ เช่น ประกันสุขภาพ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ OT หรือโบนัสประจำปี เพื่อคำนวณว่ารายได้รวมต่อปีจะดีขึ้นแค่ไหน และเพียงพอสำหรับแผนการเงินของคุณหรือไม่
- ตั้งงบประมาณชัดเจนจนกว่าจะเริ่มงานใหม่ กำหนดเพดานใช้เงินรายสัปดาห์หรือรายเดือน แล้วปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงด้านการเงินจนกว่าจะมีรายได้ชุดใหม่เข้ามาอย่างมั่นคง
How to เตรียมเรซูเม่ให้โดดเด่น
สิ่งที่ต้องเตรียมเพื่อให้เรซูเม่สะดุดตา HR และผ่านด่านคัดกรองได้ง่ายขึ้น อาจจะใช้เทมเพลตเรซูเม่ เพื่อให้เรซูเม่ของคุณดูเป็นมืออาชีพ และเป็นแนวทางในการสร้างโปรไฟล์ดี ข้อมูลครบถ้วน และพร้อมกดส่งไปหาโอกาสใหม่ๆ ได้ทันที!
- ระบุจุดแข็งและจุดเด่นของตัวเองให้ชัดเจน เริ่มจากลิสต์ทักษะเด่น ผลงานเด่น และประสบการณ์ที่คุณภูมิใจที่สุด เพื่อเลือกข้อมูลที่เหมาะสุดสำหรับตำแหน่งที่สมัคร
- เตรียมข้อมูลประสบการณ์ทำงานแบบมีตัวเลขวัดผล (Metrics) เลือก Achievement ที่มีตัวเลขชัดเจน เช่น “ลดค่าใช้จ่าย 20%” หรือ “เพิ่มยอดขาย 30%” เพราะ HR มองเห็น Impact ได้ทันที ทำให้โดดเด่นกว่าเรซูเม่ที่ใช้คำกว้างๆ
- เตรียมคีย์เวิร์ดที่ตรงกับ Job Description อ่าน JD อย่างละเอียด แล้วดึงคีย์เวิร์ดสำคัญ เช่น Skills, Tools, Responsibilities มาแทรกในเรซูเม่ ช่วยให้ผ่านระบบ ATS ได้ดีขึ้น
- เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับทักษะหลัก + ทักษะเสริม แยก Hard Skills เช่น Tools ที่ใช้ได้, Software, Programming และ Soft Skills เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม การแก้ปัญหา เพื่อให้ HR เข้าใจความสามารถรอบด้านของคุณอย่างรวดเร็ว
- เตรียม Portfolio หรือหลักฐานผลงาน (ถ้ามี) สำหรับสายงานที่เน้นผลงาน เช่น Marketing, Design, Developer, Data ควรมีลิงก์ Portfolio, GitHub, Behance หรือไฟล์ผลงานที่เกี่ยวข้องแนบไว้ด้วย
- เตรียมเรซูเม่ให้เหมาะกับงานแต่ละตำแหน่ง อย่าใช้เรซูเม่เดียวส่งทุกที่ ให้ปรับเนื้อหาเฉพาะงานนั้นๆ เช่น เพิ่มทักษะที่ตรง ฟีเจอร์ที่องค์กรต้องการ หรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องมากที่สุด
- เตรียมโครงสร้างเรซูเม่ให้อ่านง่าย สแกนข้อมูลไว เน้นหัวข้อชัด ใช้ Bullet, หลีกเลี่ยงย่อหน้ายาวๆ ใช้ฟอนต์อ่านง่าย และจัดเรียงข้อมูลจากสำคัญที่สุดก่อน (เช่น ประสบการณ์ล่าสุด)
- เตรียมข้อมูลติดต่อให้ครบและเป็นมืออาชีพ อัปเดตเบอร์โทร อีเมล และลิงก์ LinkedIn ให้เป็นปัจจุบัน ใช้อีเมลที่ดูเป็นทางการ เช่น firstname.lastname@…
- ตรวจ Grammar และความถูกต้องของข้อมูล
ตรวจซ้ำอย่างละเอียดทั้งเรื่องสะกด ตัวเลข ช่วงเวลา และความสอดคล้องของเนื้อหา เพราะความผิดพลาดเล็กน้อยทำให้เรซูเม่หมดความน่าเชื่อถือได้ทันที - เตรียมเวอร์ชัน PDF เพื่อความเรียบร้อย ส่งไฟล์ PDF เพื่อให้รูปแบบไม่เพี้ยนเวลา HR เปิดในอุปกรณ์ต่างๆ และควรตั้งชื่อไฟล์ให้สุภาพ เช่น Resume_Happy_2025.pdf
สรุป
การตัดสินใจเปลี่ยนงานเป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้าวางแผนดี ก็ช่วยให้เส้นทางอาชีพของคุณราบรื่นกว่าที่คิด การเตรียมตัวตั้งแต่เรซูเม่ การวางแผนการเงิน ไปจนถึงการเลือกช่วงเวลาลาออก ล้วนส่งผลต่อโอกาสในงานใหม่ทั้งสิ้น ไม่ว่าคุณจะเลือกได้งานก่อนแล้วค่อยลา หรือเลือกลาเพื่อหางานทีหลัง สิ่งสำคัญคือรู้ตัวเองว่าอะไรเหมาะกับสถานการณ์ของคุณที่สุด สุดท้าย การเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านคือกุญแจที่ช่วยให้คุณก้าวสู่งานใหม่ได้อย่างมั่นใจและมีความสุขมากกว่าเดิม
การเปลี่ยนงานอาจดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไม่จำเป็นต้องทนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ Toxic หรือองค์กรที่ไม่เปิดโอกาสให้เติบโต เพราะวันนี้คุณมีทางเลือกที่ดีกว่าเสมอ หากพร้อมเริ่มต้นก้าวใหม่ในอาชีพของตัวเอง อย่าลืมหางานผ่าน Jobsdb แพลตฟอร์มหางานที่มีตัวเลือกงานคุณภาพจากบริษัทชั้นนำหลากหลายสาขา ช่วยให้คุณค้นหางานที่ตอบโจทย์ความสามารถ ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายในอนาคตได้ง่ายขึ้น เริ่มต้นหาโอกาสใหม่ที่ใช่และก้าวต่อไปอย่างมั่นใจกับ Jobsdb วันนี้เลย!
บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสมัครงานใหม่แต่ยังไม่ลาออก (FAQ)
ลาออกแต่ไม่เขียนใบลาออกเป็นอะไรไหม?
โดยทั่วไป “การลาออก” ต้องมีหนังสือลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อยืนยันเจตนาชัดเจนและเป็นหลักฐานอ้างอิง หากแจ้งปากเปล่าอย่างเดียว บริษัทอาจถือว่ายังไม่ลาออก และอาจเกิดปัญหาเรื่องวันสุดท้ายของการทำงานหรือการเคลียร์งานภายหลังได้ ดังนั้น แนะนำให้ส่งใบลาออกตามขั้นตอนของบริษัททุกครั้ง
ลาออกแล้วกลับไปทำงานบริษัทเดิมได้ไหม?
สามารถทำได้หากบริษัทเดิมยังมีตำแหน่งว่างและยินดีรับกลับเข้าไปใหม่ หลายองค์กรมีนโยบาย Rehire อยู่แล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับผลงาน ความประพฤติ และความสัมพันธ์ตอนที่คุณลาออกครั้งก่อนด้วย หากคุณออกดี มีการส่งมอบงานเรียบร้อย โอกาสที่จะกลับไปทำงานเดิมก็มีสูง
ทำงาน 1 เดือน ได้งานใหม่ควรลาออกไหม?
ลาออกได้ แต่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะอยู่ไม่นานอาจทำให้เรซูเม่ดูไม่นิ่ง อย่างไรก็ตาม ถ้างานใหม่เหมาะกว่า รายได้ดีกว่า หรือโอกาสเติบโตชัดเจนกว่า ก็ถือว่ามีเหตุผลที่เข้าใจได้ แนะนำให้แจ้งเหตุผลอย่างมืออาชีพ และส่งมอบงานให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์
ยังไม่ผ่านทดลองงาน ลาออกได้ไหม?
ได้ สามารถลาออกได้เหมือนพนักงานปกติ โดยส่วนใหญ่ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน (แต่ควรตรวจสอบในสัญญา) อย่างไรก็ดี การแจ้งล่วงหน้าอย่างมีมารยาทจะช่วยให้คุณดูเป็นมืออาชีพและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในอนาคต หากมีเหตุผลที่ชัดเจน เช่น งานไม่ตรงโจทย์หรือได้รับข้อเสนอที่เหมาะกว่า บริษัทส่วนใหญ่ก็เข้าใจได้