หางานช่วงไหนดี? เลือกเปลี่ยนงานเดือนไหน ให้ตรงกับจังหวะตลาดงาน

หางานช่วงไหนดี? เลือกเปลี่ยนงานเดือนไหน ให้ตรงกับจังหวะตลาดงาน
Jobsdb ทีมเนื้อหาอัปเดตเมื่อ 15 December, 2025
Share
  • จังหวะเวลาในการหางานที่ดีสำคัญในการเพิ่มโอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์และได้งานเร็ว เพราะบางช่วงของปีบริษัทเปิดรับตำแหน่งมากกว่าและการแข่งขันต่ำ การรู้จังหวะเวลาทำให้คุณสมัครงานได้ตรงจุดและได้เปรียบคู่แข่ง
  • หางานช่วงไหนดี แนะนำช่วงต้นปี (มกราคม – มีนาคม) เหมาะสำหรับเริ่มต้นปีใหม่และตำแหน่งใหม่ ช่วงกลางปี (มิถุนายน – สิงหาคม) เหมาะกับโปรเจกต์และทีมขยาย ส่วนปลายปี (ตุลาคม – ธันวาคม) เหมาะเตรียมเริ่มงานต้นปีหน้าและโอกาสต่อรองสวัสดิการ
  • สัญญาณที่บอกว่าควรเปลี่ยนงานคือ รู้สึกเบื่อ ไม่มีความท้าทาย เงินเดือนหรือสวัสดิการไม่ตรงใจ โอกาสเติบโตจำกัด และอยากหาประสบการณ์ใหม่ การสังเกตตัวเองตรงนี้ช่วยตัดสินใจเปลี่ยนงานอย่างมีเหตุผล

เคยสงสัยไหมว่าการเปลี่ยนงานแต่ละช่วงเวลา ส่งผลต่อโอกาสได้งานใหม่และเงินเดือนแค่ไหน? การเลือกเวลาที่เหมาะสมในการยื่นใบสมัคร ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีจังหวะของตลาดงานที่นักหางานมือโปรใช้เพื่อเพิ่มโอกาสได้งานและต่อรองเงินเดือนอย่างชาญฉลาด ในบทความนี้ จะพาไปดูเดือนและช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการหางาน พร้อมเทคนิควางแผนเปลี่ยนงานให้สอดคล้องกับแนวโน้มตลาด และลดความเสี่ยงพลาดโอกาสสำคัญ

ทำไมจังหวะเวลาในการหางานถึงสำคัญ

ทำไมจังหวะเวลาในการหางานถึงสำคัญ

จังหวะเวลาในการหางานหมายถึงการเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นค้นหางานหรือยื่นใบสมัคร ไม่ใช่แค่การส่งเรซูเม่ไปโดยไม่สนใจว่าองค์กรกำลังเปิดรับหรือมีการแข่งขันสูงหรือไม่ จังหวะเวลาที่ดีช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เช่น การสมัครในช่วงที่บริษัทวางแผนขยายทีม หรือหลังงบประมาณใหม่เริ่มใช้ จะมีตำแหน่งว่างมากกว่า

นอกจากนี้ การเลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสมยังช่วยให้ผู้หางานสามารถวางแผนเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งการปรับเรซูเม่ สกิล และการฝึกสัมภาษณ์ ทำให้สามารถนำเสนอความสามารถได้เต็มที่ การหางานอย่างมีจังหวะเวลาจึงเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จ ลดการแข่งขันที่ไม่จำเป็น และทำให้การเปลี่ยนงานเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น

สำรวจฤดูกาล หางานช่วงไหนดี?

ในแต่ละช่วงของปีมีโอกาสและตำแหน่งงานที่แตกต่างกัน บางคนอาจมีความกังวลว่าหางานใหม่ช่วงไหนดี? ควรสมัครงานช่วงไหน? การเข้าใจฤดูกาลหางานจะช่วยให้การวางแผนสมัครงานได้ตรงจุด เพิ่มโอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์ และได้งานที่เหมาะกับตัวเอง

ช่วงต้นปี (มกราคม – มีนาคม) ฤดูทองของการเปลี่ยนงาน

ช่วงต้นปีถือเป็น “ฤดูทอง” ของการหางาน เพราะหลายบริษัทเริ่มวางแผนงบประมาณและโครงการใหม่ ทำให้มีตำแหน่งงานเปิดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้หลายองค์กรยังประเมินผลการทำงานปีที่ผ่านมาและปรับทีมงานให้เหมาะสมกับเป้าหมายปีใหม่ ทำให้ตำแหน่งงานว่างเยอะ การสมัครงานช่วงต้นปีจึงมีข้อดีหลายด้าน เช่น

  • มีตำแหน่งงานให้เลือกมากที่สุด และมีความหลากหลาย
  • การแข่งขันยังไม่สูงมาก โอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์สูง
  • สามารถเลือกตำแหน่งที่ตรงกับความสามารถและเป้าหมายของตัวเองได้
  • หากผ่านสัมภาษณ์เร็ว มีโอกาสเริ่มงานต้นปีทันที

ช่วงกลางปี (มิถุนายน – สิงหาคม) ช่วงขยับขยายทีม

ช่วงกลางปีหลายบริษัทประเมินผลงานครึ่งปีแรก และปรับโครงสร้างทีมเพื่อรองรับเป้าหมายครึ่งปีหลัง ทำให้เกิดตำแหน่งว่าง โดยเฉพาะโปรเจกต์ใหม่หรือทีมที่กำลังขยาย การหางานในช่วงนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนงานเร็วและไม่อยากรอถึงต้นปีหน้า ข้อดีของการสมัครช่วงกลางปี ได้แก่

  • มีโอกาสได้งานตรงสายงานหรือโปรเจกต์ใหม่
  • บริษัทยังเปิดกว้างในการสรรหาผู้สมัครคุณภาพ
  • ผู้สมัครที่เตรียมตัวดีจะได้เปรียบ เพราะบางตำแหน่งต้องเริ่มงานทันที
  • ช่วงนี้การแข่งขันสูงกว่าไตรมาส 1 แต่ยังต่ำกว่าปลายปี ทำให้โอกาสค่อนข้างสมดุล

ช่วงปลายปี (ตุลาคม – ธันวาคม) เตรียมวางแผนปีใหม่

ปลายปีหลายบริษัทเริ่มวางแผนงบประมาณและโครงการของปีถัดไป ตำแหน่งงานอาจเปิดน้อย แต่ผู้สมัครช่วงนี้ได้เปรียบ เพราะมีเวลาเตรียมตัวสำหรับเริ่มงานต้นปีหน้าได้ การสมัครปลายปียังช่วยให้ HR จดจำผู้สมัครได้ดี และแสดงถึงความตั้งใจและความพร้อม ข้อดีของการสมัครช่วงปลายปี ได้แก่

  • สามารถเตรียมตัวและวางแผนสำหรับเริ่มงานต้นปีหน้าได้
  • แสดงถึงความตั้งใจและความพร้อมของผู้สมัคร ทำให้ HR จดจำได้ดี
  • โอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์ก่อนใครสูง เพราะคู่แข่งน้อยกว่าช่วงต้นปี
  • บางครั้งมีโอกาสต่อรองเงื่อนไขงานหรือสวัสดิการได้ดีกว่า

หลายคนอาจสงสัยเช่นเดียวกันว่าช่วงไหนคนลาออกเยอะเพื่อที่จะไม่ให้ช่วงที่ตัวเองหางานใหม่เกิดการแข่งขันสูงในตลาดงาน คำตอบคือช่วงเวลาที่คนมักลาออกเยอะมักสัมพันธ์กับฤดูกาลและวัฏจักรการทำงานของบริษัท ซึ่งจะอยู่ในช่วงต้นปี กลางปี และปลายปี เช่นเดียวกับฤดูกาลสมัครงาน แต่ก็ขึ้นอยู่กับเหตุผลส่วนตัวและความพร้อมในการหางานใหม่ของแต่ละคนด้วยเช่นกัน การรู้ช่วงเวลานี้ช่วยให้ผู้หางานวางแผนสมัครงานและเตรียมตัวได้ทัน และสำหรับบริษัทก็ช่วยวางแผนสรรหาคนทดแทนได้ดี

ช่วงเวลาการเปิดรับสมัครในแต่ละสายงาน

ช่วงเวลาการเปิดรับสมัครในแต่ละสายงาน

แม้จะดูเหมือนว่าบริษัทเปิดรับสมัครงานตลอดทั้งปี แต่ในความจริงแล้ว “วัฏจักรการเปิดรับสมัครในแต่ละสายงาน” จะชัดเจนและสัมพันธ์กับรอบงบประมาณ แผนธุรกิจ หรือฤดูกาลของตลาด การรู้ว่าช่วงไหนบริษัทเริ่มหาคน จะช่วยให้วางจังหวะสมัครงานได้ตรงเวลาและเพิ่มโอกาสได้งานมากขึ้น

สายการตลาด หรือดิจิทัล (Marketing & Creative)

สายงานการตลาดและดิจิทัลมักเปิดรับสมัครตลอดทั้งปี แต่จะพีกช่วงต้นปี (มกราคม – มีนาคม) ซึ่งเป็นเวลาที่หลายองค์กรเริ่มเปิดงบประมาณใหม่ อีกทั้งสายการตลาดถือเป็นหนึ่งในสายงานที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และวางกลยุทธ์แคมเปญประจำปี นักการตลาดจึงเป็นที่ต้องการสูงในช่วงนี้ ตั้งแต่ตำแหน่ง Digital Marketer, Content Strategist, Graphic Designer ไปจนถึง Performance Marketing Specialist

ช่วงกลางปี (มิถุนายน – สิงหาคม) ก็เป็นอีกหนึ่งจังหวะที่บริษัทเริ่มเร่งทำแคมเปญไตรมาส 3–4 เพื่อปิดยอดปลายปี ใครที่อยากเปลี่ยนงานหรือเลื่อนตำแหน่งในสายนี้ ควรอัปเดตโปรไฟล์ให้พร้อมในสองช่วงนี้ เพราะ HR จะค้นหาผู้สมัครมากที่สุด

สายไอที หรือเทคโนโลยี

สาย IT และเทคโนโลยีเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ “ความต้องการไม่เคยลดลง” โดยเฉพาะช่วงกลางปีถึงปลายปี (พฤษภาคม – พฤศจิกายน) ที่หลายบริษัทเริ่มลงทุนปรับปรุงระบบเทคโนโลยี พัฒนาซอฟต์แวร์ หรือเริ่มโปรเจกต์ใหม่ๆ เพื่อรองรับแผน Digital Transformation

ตำแหน่งยอดนิยมที่มีการเปิดรับต่อเนื่อง เช่น Software Developer, Data Engineer, AI Engineer, Cloud Specialist และ Cybersecurity Analyst ซึ่งเป็นอาชีพที่องค์กรแทบทุกขนาดต้องการ คนที่มีทักษะเฉพาะทางด้าน Coding หรือ Data จะมีแต้มต่อสูงมากในตลาดงานช่วงนี้

สายการเงิน บัญชี ธนาคาร

สำหรับสายการเงินและบัญชี “ปลายปีถึงต้นปี” (พฤศจิกายน – มีนาคม) คือช่วงเวลาที่ต้องเตรียมปิดงบการเงิน วางแผนงบประมาณปีใหม่ ทำให้ตำแหน่งทางบัญชีและการเงินขาดแคลนและเริ่มเปิดรับตำแหน่งใหม่เพิ่มขึ้น เช่น Accountant, Financial Analyst, Auditor หรือ Credit Officer เพื่อรองรับการขยายสาขาหรือโครงการใหม่

ในช่วงนี้หลายองค์กร โดยเฉพาะบริษัทมหาชนและธนาคาร จะมองหาคนที่มีความรู้ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน การวางแผนภาษี และการตรวจสอบบัญชี หากมีใบอนุญาตวิชาชีพ เช่น CPA หรือ CFA ก็จะเป็นจุดแข็งที่ช่วยให้โดดเด่นกว่าผู้สมัครทั่วไป

สาย HR หรือ Recruitment

สาย HR มักจะมีความเคลื่อนไหวมากในช่วงต้นปี (มกราคม – มีนาคม) และปลายปี (ตุลาคม – ธันวาคม) เพราะเป็นช่วงที่บริษัทต้องวางแผนกำลังคน ประเมินผลการทำงาน ปรับโครงสร้างทีม จัดทำโครงสร้างเงินเดือน และสรรหาพนักงานใหม่เพื่อเริ่มงานในปีถัดไป

ตำแหน่งยอดนิยม เช่น Talent Acquisition, HRBP, Learning & Development Specialist และ Compensation & Benefits Officer โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่มีแผนขยายทีม มักเปิดรับเพิ่มในช่วงปลายปี เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่รอบประเมินและการจ้างงานปีใหม่

สายบริการ เซล การท่องเที่ยว

สายบริการเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มี “ฤดูกาลจ้างงาน” ชัดเจน โดยช่วงที่เปิดรับมากที่สุดคือ มีนาคม – พฤษภาคม และ กันยายน – พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลจับจ่ายปลายปี รวมถึงช่วง High Season ของการท่องเที่ยว

บริษัทโรงแรม ร้านอาหาร บริษัททัวร์ และแบรนด์ค้าปลีก มักเปิดรับตำแหน่ง Sales Executive, Customer Service, Tour Operator, Call Center Agent และ Front Office Staff เพื่อรองรับลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงพีก หากมีบุคลิกดี ชอบงานบริการ หรือพูดได้หลายภาษา นี่คือช่วงเวลาทองที่ไม่ควรพลาดในการสมัครงาน

เทคนิคเตรียมตัวล่วงหน้าให้ได้เปรียบตลาดงาน

เทคนิคเตรียมตัวล่วงหน้าให้ได้เปรียบตลาดงาน

ตลาดแรงงานมีการแข่งขันสูง การ “เตรียมตัวล่วงหน้า” คือข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้พร้อมคว้าโอกาสก่อนใคร โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดเริ่มกลับมาคึกคัก การมีเรซูเม่ที่พร้อม สกิลที่อัปเดต และเป้าหมายที่ชัดเจน ช่วยโดดเด่นกว่าในสายตานายจ้าง

  1. อัปเดต Resume และ Portfolio ให้ทันสมัย ตรวจสอบข้อมูลในเรซูเม่ว่ายังเป็นปัจจุบัน เช่น ตำแหน่งล่าสุด ผลงานเด่น หรือโปรเจกต์ที่สร้างมูลค่าให้บริษัท อย่าลืมจัดรูปแบบให้สวย อ่านง่าย และใช้คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสายงานเพื่อให้ระบบ HR ค้นเจอได้ง่ายขึ้น 
  2. อัปเดตโปรไฟล์บนแพลตฟอร์มหางาน หลายบริษัทสรรหาพนักงานผ่านเว็บไซต์หางาน เช่น Jobsdb การอัปเดตโปรไฟล์ทุก 1–2 เดือนจะช่วยเพิ่มโอกาสที่ระบบจะแนะนำโปรไฟล์ของคุณให้นายจ้างเห็นก่อน
  3. อัปสกิลในช่วงตลาดเงียบ ช่วงที่ตลาดงานซบเซาคือเวลาทองของการเรียนรู้ ลองเข้าอบรมคอร์สออนไลน์ เช่น Data Analytics, Digital Marketing หรือ Soft Skills ที่เพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อให้คุณพร้อมก่อนที่ตลาดจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง
  4. ตั้งเป้าหมายงานใหม่ให้ชัดเจน กำหนดให้ชัดว่าต้องการทำงานสายอะไร ระดับตำแหน่งไหน หรืออยากเปลี่ยนไปอุตสาหกรรมใหม่ การมีเป้าหมายที่แน่นอนช่วยให้วางแผนพัฒนาได้ถูกทิศทาง และสื่อสารกับผู้สัมภาษณ์ได้มั่นใจมากขึ้น
  5. ฝึกสัมภาษณ์และเตรียมตัวทางเทคนิค ไม่ว่าจะสมัครงานเดิมหรือตำแหน่งใหม่ การเตรียมตัวสัมภาษณ์คือสิ่งที่ช่วยสร้างความมั่นใจ ลองซ้อมตอบคำถาม เช่น “ทำไมถึงอยากย้ายงาน” หรือ “จุดแข็งของคุณคืออะไร” รวมถึงทบทวนทักษะเฉพาะสาย เช่น Excel, Google Ads หรือ Coding เพื่อพร้อมในทุกสถานการณ์
เช็กสัญญาณที่บอกว่าควรเปลี่ยนงาน

เช็กสัญญาณที่บอกว่าควรเปลี่ยนงาน

บางครั้ง “สัญญาณ” ว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนงานอาจไม่ได้มาในรูปแบบชัดเจน การสังเกตตัวเองให้ทันจะช่วยให้ตัดสินใจได้ถูกจังหวะ ไม่ต้องรอให้หมดไฟหรือพลาดโอกาสดีๆ ไปก่อน มาดูสัญญาณที่บอกว่าอาจถึงเวลาเปลี่ยนงานแล้ว

  • รู้สึกเบื่อหน่าย หรือไม่มีความท้าทาย หากตื่นเช้ามาแล้วไม่อยากไปทำงาน รู้สึกหมดไฟ ไม่มีแรงบันดาลใจ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าต้องการความท้าทายใหม่ การทำงานในสิ่งที่ไม่จุดประกายความคิดอาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง และส่งผลต่อความสุขในชีวิตการทำงาน
  • เงินเดือนและสวัสดิการไม่ตรงตามความคาดหวัง เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นแต่รายได้ไม่เติบโตตามผลงาน สวัสดิการไม่ตอบโจทย์ชีวิต ไม่มีแนวโน้มปรับตามตลาดแรงงาน การมองหางานใหม่ที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าอาจเป็นทางเลือกที่ดี เพราะบริษัทใหม่มักเสนอค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15–30% เพื่อดึงดูดคนมีความสามารถ
  • โอกาสเติบโตในสายงานจำกัด หากทำงานมาหลายปีแต่ยังอยู่ตำแหน่งเดิม ไม่มีโอกาสเลื่อนขั้น หรือไม่ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม นั่นอาจหมายความว่าองค์กรไม่สามารถตอบโจทย์การเติบโตได้ การมองหาบริษัทที่เปิดโอกาสให้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และเติบโตในสายอาชีพจึงสำคัญกว่าอยู่ที่เดิมเพียงเพราะความเคยชิน
  • อยากหาประสบการณ์ใหม่หรือเปลี่ยน Industry การเปลี่ยนงานไม่ใช่เพราะปัญหาเดิมๆ แต่เป็นเพราะอยาก “เริ่มต้นสิ่งใหม่” เช่น ย้ายจากสายงานออฟไลน์ไปดิจิทัล หรือจากคอนเทนต์มาเป็น Data Marketing การกล้าก้าวออกจาก Comfort Zone คือจุดเริ่มต้นของการเติบโตและค้นพบศักยภาพใหม่ในตัวเอง
  • รู้สึกไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง เมื่อพยายามเต็มที่แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับจากหัวหน้าหรือองค์กร เช่น ไอเดียไม่เคยถูกฟัง ผลงานไม่ถูกพูดถึง ไม่มีคำชื่นชม หรือถูกลดทอนบทบาทอยู่เสมอ นั่นอาจสะท้อนว่าองค์กรนี้ไม่ใช่ที่ที่จะเติบโตได้เต็มศักยภาพ
  • วัฒนธรรมองค์กรไม่สอดคล้องกับตัวเอง หากบรรยากาศการทำงานไม่เอื้อต่อการเติบโต เช่น ระบบอาวุโสจัด บอร์ดไม่เปิดรับความคิดเห็น หรือสื่อสารภายในไม่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้อาจทำให้รู้สึกอึดอัดและหมดไฟได้ง่าย
  • รู้สึกเหนื่อยเกินไปจนกระทบชีวิตส่วนตัว การทำงานหนักไม่ใช่ปัญหา หากยังมีสมดุลชีวิต แต่ถ้างานเริ่มกระทบสุขภาพ การนอน หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว นั่นคือสัญญาณเตือนว่าอาจอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม
  • เป้าหมายชีวิตเริ่มไม่ตรงกับเป้าหมายองค์กร เมื่อเริ่มมองว่าเส้นทางขององค์กรไม่ตรงกับวิสัยทัศน์หรือความฝัน เช่น อยากทำงานเพื่อสังคมแต่บริษัทเน้นยอดขายอย่างเดียว การอยู่ต่ออาจทำให้รู้สึก “หลงทาง” มากกว่าพัฒนา
  • องค์กรไม่มั่นคง หรือแนวโน้มธุรกิจถดถอย เมื่อบริษัทเริ่มลดขนาดทีม ปิดโครงการ หรือไม่มีแนวทางการเติบโตในอนาคต อาจเป็นสัญญาณให้เตรียมแผนสำรอง เพื่อความมั่นคงทางอาชีพ

ทุกการเปลี่ยนงานคือ “โอกาส” ที่จะทำให้ได้เรียนรู้ เติบโต และสร้างเส้นทางอาชีพที่ตอบโจทย์ชีวิตมากกว่าเดิม หากเริ่มมีสัญญาณเหล่านี้ อาจถึงเวลาทบทวนอนาคต และเตรียมพร้อมสำหรับก้าวต่อไปในโลกการทำงานที่เปิดกว้างเสมอ

สรุป

การหางานไม่ใช่แค่เรื่องของความพร้อมแต่ยังเป็นเรื่องของจังหวะเวลาด้วย เพราะบางช่วงของปีหรือตลาดงานอาจเปิดโอกาสมากกว่าที่คิด การรู้ว่าช่วงไหนเหมาะกับสายงานเรา จะช่วยให้สมัครงานได้ตรงจุดและเพิ่มโอกาสสัมภาษณ์มากขึ้น ระหว่างรอจังหวะดีๆ อย่าลืมอัปเดตโปรไฟล์ อัปสกิล และเตรียม Resume ให้พร้อมที่สุด ที่สำคัญคือฟังเสียงหัวใจตัวเองเสมอ ถ้าเริ่มรู้สึกเบื่อ หมดไฟ หรืออยากลองสิ่งใหม่ๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณให้คุณก้าวออกจากจุดเดิม เพื่อเจอโอกาสที่เหมาะกับตัวเองมากกว่า เพราะบางครั้งงานที่ใช่ก็เริ่มจากการกล้าลองอีกครั้งในเวลาที่เหมาะสมที่สุด

ถ้าคุณกำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ ที่ช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายในชีวิตในช่วงต้นปี กลางปี หรือปลายปี และไม่ว่าจะอยู่ในสายงานไหน อย่าลืมหางานผ่าน Jobsdb แพลตฟอร์มหางานที่รวบรวมตำแหน่งงานหลากหลายสาขา พร้อมให้คุณค้นหางานที่ตรงกับทักษะ ความสนใจ และจังหวะเวลาที่ใช่สำหรับตัวคุณเอง!

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหางานช่วงไหนดี (FAQ)

หลายคนอาจยังคงสงสัยเกี่ยวกับเรื่องหางานช่วงไหนดี เราได้รวบรวมคำถามที่น่าสนใจ พร้อมคำตอบมาให้แล้ว!

ไปสมัครงานตอนบ่ายได้ไหม?

การไปสมัครงานตอนบ่ายทำได้ แต่ควรไปช่วงต้นบ่าย หรือแจ้งล่วงหน้าให้ HR รับรู้ จะช่วยเพิ่มโอกาสที่เอกสารและตัวคุณจะได้รับการพิจารณาอย่างเต็มที่

จะรู้ได้อย่างไรว่าบริษัทไหนเปิดรับสมัคร?

ติดตามประกาศรับสมัครงานได้จากเว็บไซต์ของบริษัทโดยตรง แพลตฟอร์มหางานอย่าง Jobsdb ก็เป็นอีกช่องทางที่สะดวก เพราะรวมตำแหน่งงานจากหลายอุตสาหกรรม แนะนำให้เซฟตำแหน่งที่สนใจ และเปิดแจ้งเตือนเพื่อไม่พลาดโอกาส

ถ้าไม่สามารถหางานช่วง Peak Season ได้จะทำอย่างไร?

แม้พลาดช่วง Peak Season ก็ไม่ต้องกังวล เพราะหลายตำแหน่งยังเปิดรับตลอดปี สามารถใช้เวลานี้ในการอัปสกิล ปรับ Resume และเตรียม Portfolio ให้พร้อม เมื่อมีตำแหน่งว่าง ก็พร้อมสมัครทันทีและได้เปรียบผู้สมัครคนอื่น

ควรเตรียม Resume และ Portfolio ล่วงหน้าเมื่อไร?

ควรเริ่มเตรียม Resume และ Portfolio ล่วงหน้าอย่างน้อย 1–2 เดือนก่อนเริ่มหางาน เพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน และสามารถปรับแก้ผลงานหรือเพิ่มทักษะใหม่ๆ ได้ การเตรียมล่วงหน้ายังช่วยให้มั่นใจเวลาเข้าสัมภาษณ์และเสนอตัวเองได้อย่างมืออาชีพ

More from this category: สมัครงาน

เรียกดูคำค้นหาที่ได้รับความนิยม

ทราบหรือไม่ว่าผู้สมัครค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอะไรใน Jobsdb? สำรวจคำค้นหาที่ได้รับความนิยมเพื่ออัพเดทเทรนด์ใหม่เสมอ

สำรวจหัวข้อที่เกี่ยวข้อง

เลือกสิ่งที่สนใจเพื่อเรียกดูอาชีพที่เกี่ยวข้อง

สมัครรับคำแนะนำด้านอาชีพ

รับคำปรึกษาด้านอาชีพจากผู้เชี่ยวชาญส่งตรงถึงอินบ็อกซ์ของคุณ
ท่านได้ยอมรับคำประกาศเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล และนโยบายความเป็นส่วนตัวเพื่อให้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน หากท่านมีอายุต่ำกว่า 20 ปี ท่านได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง เพื่อยินยอมให้ Jobsdb และบริษัทในเครือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ท่านสามารถยกเลิกได้ทุกเวลา