Key Takeaway
มนุษย์เงินเดือนคนไหนที่อยากควบคุมการเงินให้รอบด้าน การทำรายรับรายจ่ายอาจฟังดูยุ่งยาก แต่จริงๆ แล้วเริ่มทำง่ายกว่าที่คิด! บทความนี้จะแนะนำวิธีบันทึกรายรับรายจ่ายแบบง่ายๆ ด้วยตัวเอง พร้อมตัวอย่าง หรือใช้แอปพลิเคชันเป็นตัวช่วย พร้อมเทคนิคเก็บเงินฉบับมนุษย์เงินเดือน ให้คุณเห็นภาพการเงินชัดเจนและวางแผนใช้เงินได้อย่างมั่นใจทุกเดือน!
รายรับรายจ่ายคือการบันทึกเงินที่เข้ามา (รายรับ) และ เงินที่ออกไป (รายจ่าย) ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน ช่วยให้เห็นภาพรวมสถานะทางการเงินของตัวเองหรือธุรกิจได้ชัดเจนขึ้นว่าเงินหมุนเวียนเป็นอย่างไร
โดยแบ่งประเภทรายรับ–รายจ่าย ได้ดังนี้
รายรับ คือเงินที่ได้รับเข้ามา เช่น
รายจ่าย คือเงินที่ต้องใช้จ่ายออก เช่น
การทำรายรับรายจ่ายมีความสำคัญเพราะช่วยให้เรา “เห็นภาพการเงินจริง” ของตัวเองอย่างชัดเจนว่ามีเงินไหลเข้า–ออกเท่าไร ใช้ไปกับอะไรบ้าง และเหลือเก็บมากน้อยแค่ไหน เมื่อรู้ข้อมูลเหล่านี้ เราจะควบคุมการใช้เงินได้ดีขึ้น ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น วางแผนการออมและการลงทุนได้แม่นยำขึ้น รวมถึงป้องกันไม่ให้รายจ่ายมากกว่ารายรับจนเกิดปัญหาหนี้สินในระยะยาว ถือเป็นนิสัยทางการเงินที่ช่วยสร้างความมั่นคงและความสบายใจในอนาคต
การบันทึกรายรับรายจ่ายเป็นวิธีง่ายๆ แต่ทรงพลังในการจัดการเงินเดือนให้คุ้มค่า ช่วยให้รู้ว่าเงินของเราไหลไปทางไหน เหลือเก็บเท่าไร และควรปรับพฤติกรรมการใช้เงินอย่างไร เพื่อมีเงินออมและความมั่นคงทางการเงินในอนาคต
เริ่มจากการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับเงินเข้า–ออกของแต่ละเดือน เช่น เงินเดือน ค่าคอมมิชชัน รายได้เสริม และค่าใช้จ่ายทุกอย่างตั้งแต่ค่าอาหาร คาเฟ่ ค่าเดินทาง ไปจนถึงบิลต่างๆ เพื่อให้มีฐานข้อมูลครบก่อนเริ่มบันทึก
Tip เก็บใบเสร็จ บิล ค่าเดินทาง หรือสลิปเงินเดือนทุกเดือน จะช่วยให้จดได้ครบ ไม่ตกหล่น
นำรายการใช้จ่ายมาจัดกลุ่ม เช่น ค่าใช้จ่ายจำเป็น (อาหาร/ที่พัก/บิล) ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สุขภาพ ชอปปิง เป็นต้น การจัดหมวดหมู่ช่วยให้วิเคราะห์ได้ง่ายว่าค่าใช้จ่ายส่วนไหนมากเกินไปและควรลดตรงไหน
Tip การแบ่งประเภทช่วยให้เห็นว่ารายจ่ายส่วนไหนสามารถลดได้ และวางแผนแก้ไขได้ตรงจุด
เลือกช่องทางการจดที่เหมาะกับตัวเอง เช่น
ตัวอย่างการบันทึกรายรับรายจ่าย
วันที่ | รายการ | หมวดหมู่ | รายรับ (บาท) | รายจ่าย (บาท) | คงเหลือ |
1 ม.ค. | เงินเดือน | รายรับประจำ | 25,000 | – | 25,000 |
2 ม.ค. | อาหารกลางวัน | อาหาร | – | 60 | 24,940 |
3 ม.ค. | ค่าเดินทาง | เดินทาง | – | 40 | 24,900 |
4 ม.ค. | รับงานฟรีแลนซ์ | รายได้เสริม | 1,500 | – | 26,400 |
หลังบันทึกครบทั้งเดือน ให้วิเคราะห์ว่าใช้จ่ายกับหมวดไหนมากที่สุด รายจ่ายส่วนใดเกินจำเป็น หรือหมวดใดควรปรับลด เพื่อเพิ่มเงินเก็บหรือวางแผนลงทุนได้แม่นยำขึ้น
Tip ใช้กราฟวงกลมหรือกราฟแท่งช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่ารายจ่ายแต่ละหมวดคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้
เมื่อรู้พฤติกรรมการใช้เงินแล้ว ให้ตั้งเป้าหมายการออม เช่น ออม 10–20% ของรายได้ หรือกำหนด “จำนวนเงินออม” รายเดือน พร้อมกำหนดบัญชีสำหรับออมหรือการลงทุนโดยเฉพาะ หรือทำตารางออมเงินเพื่อจะได้มองเห็นภาพรวมการเก็บเงินได้ชัด และเพื่อไม่ดึงมาใช้จ่ายง่ายๆ
ตรวจสอบรายรับรายจ่ายทุกสิ้นเดือนว่าเป็นไปตามแผนหรือไม่ หากบางหมวดใช้เกินก็ปรับลด หากมีรายได้เพิ่มสามารถเพิ่มเงินออมได้ด้วย การทบทวนเป็นประจำทำให้การเงินคล่องตัวและค่อยๆ ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
การใช้แอปทำรายรับรายจ่ายช่วยให้มนุษย์เงินเดือนจดค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น สะดวก เร็ว และสามารถดูภาพรวมทางการเงินแบบอัตโนมัติ ไม่ต้องมาคำนวณเองให้ยุ่งยาก หลายแอปยังมีกราฟสรุป รายงานประจำเดือน และการจัดหมวดหมู่ที่ใช้งานง่าย เหมาะทั้งมือใหม่และคนที่อยากควบคุมการใช้เงินอย่างจริงจัง
การเก็บเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือนไม่จำเป็นต้องยากเสมอไป หากใช้วิธีที่เป็นระบบและทำอย่างต่อเนื่องก็สามารถสร้างเงินก้อนและความมั่นคงทางการเงินได้ง่ายขึ้น ต่อไปนี้คือวิธีเก็บเงินที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน
ทันทีที่เงินเดือนเข้า ให้กันเงินออมแยกออกไปก่อน เช่น 10–20% ของรายได้ วิธีนี้ช่วยให้ไม่เผลอใช้เงินทั้งหมดก่อนรู้ตัว และทำให้การออมเป็นนิสัย
จัดการเงินด้วยสูตร เช่น 50/30/20 หรือแบ่งเป็นบัญชีตามวัตถุประสงค์ เช่น บัญชีใช้จ่ายประจำ บัญชีสำรองฉุกเฉิน บัญชีออม บัญชีท่องเที่ยว ช่วยให้รู้ว่าเงินไหนใช้ได้ เงินไหนห้ามแตะ
ตั้งเป้าหมายแบบจับต้องได้ เช่น เก็บ 50,000 ใน 10 เดือน หรือเก็บเงินดาวน์รถใน 1 ปี การมีเป้าหมายทำให้มีแรงผลักดันและรู้ว่าต้องออมเดือนละเท่าไร
ตั้งระบบหักเงินอัตโนมัติทุกเดือน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หักเข้าบัญชีออม หักเข้ากองทุน SSF/RMF หรือฝากประจำ ช่วยลดโอกาสที่เราจะลืมหรือใช้เงินก่อนออม
เช็กค่าใช้จ่ายทุกเดือนว่ามีหมวดไหนเกินจริงหรือฟุ่มเฟือยเกินไป จากนั้นปรับลดตามความเหมาะสม ทำให้มีเงินเหลือไปออมมากขึ้นโดยไม่รู้สึกกดดัน
นำเงินออมส่วนหนึ่งไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะสม เช่น กองทุนรวม ตราสารหนี้ หรือการออมแบบระยะยาว เงินเย็นคือเงินที่ไม่ต้องใช้ทันที ทำให้สามารถเติบโตได้โดยไม่กระทบการใช้ชีวิต
หางานเสริมเล็กๆ น้อยๆ เช่น ฟรีแลนซ์ขายของออนไลน์ หรือทำงานพาร์ตไทม์ รายได้เสริมช่วยเร่งให้เงินออมโตเร็วขึ้นโดยไม่ต้องลดระดับชีวิตมากเกินไป
แอปธนาคารหลายเจ้าออกแบบมาเพื่อช่วยให้เก็บเงินง่ายขึ้น เช่น เช่น Kept by Krungsri, MAKE by KBank, UOB TMRW (UOB Tomorrow), KKP Start Saving, SCB Easy Saving ช่วยให้การออมเป็นระบบมากขึ้นและเห็นผลชัดเจน
ก่อนจะควักเงินออกจากกระเป๋า การหยุดคิดเพียงเล็กน้อยสามารถช่วยให้ควบคุมการใช้จ่ายได้ดีขึ้น ลดการซื้อแบบใช้อารมณ์ และทำให้มีเงินออมมากขึ้นโดยไม่ต้องฝืน ต่อไปนี้คือทริกง่ายๆ ที่ช่วยให้ใช้เงินอย่างมีสติในทุกวัน
การจัดการเงินไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด แค่เริ่มจากจดรายรับรายจ่ายและคิดก่อนใช้เงินก็ช่วยให้ควบคุมการเงินได้ดีขึ้นมากแล้ว อย่าลืมตั้งเป้าหมายให้ชัดและค่อยๆ ปรับพฤติกรรมทีละนิด เงินเก็บจะเพิ่มขึ้นเองแบบไม่ต้องเครียด และยิ่งมีเครื่องมือหรือแอปช่วยออมก็ยิ่งทำให้การเก็บเงินเป็นเรื่องง่ายขึ้นในทุกวัน
ถ้าคุณกำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ ที่ช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายในชีวิต มีรายได้มั่นคงขึ้น เพิ่มโอกาสและเสริมความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว อย่าลืมหางานดีๆ ผ่าน Jobsdb แพลตฟอร์มหางานที่รวบรวมตำแหน่งงานหลากหลายสาขามาไว้ให้คุณแล้ว!
หากรายจ่ายเกินรายได้ ควรเริ่มจากลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เช่น คาเฟ่ ช้อปปิ้ง หรือของที่ไม่จำเป็น พร้อมปรับพฤติกรรมการใช้เงินให้สอดคล้องกับรายได้ ตั้งเป้าหมายการออมใหม่ให้เหมาะสม และหากปรับแล้วยังไม่พอ อาจพิจารณาหางานใหม่หรือรายได้เสริมที่ตอบโจทย์ค่าใช้จ่ายของคุณมากขึ้น
มีให้ใช้งานหลายรูปแบบ ทั้งแบบเรียบง่ายและแบบสรุปอัตโนมัติ โดยคุณสามารถใช้ตารางที่มีหมวดหมู่พื้นฐาน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายส่วนตัว พร้อมสูตรคำนวณรายรับ–รายจ่ายอัตโนมัติได้เลย หากต้องการ ฉันสามารถทำ ไฟล์ Excel/Google Sheet ให้คุณดาวน์โหลดและใช้งานได้ทันทีตามรูปแบบที่ต้องการ
ควรแยกอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้บริหารเงินได้ง่ายและเป็นระบบ บัญชีเงินเดือนใช้สำหรับรายจ่ายประจำ ส่วนบัญชีออมแยกไว้เพื่อออมและสร้างเงินก้อน ทำให้ลดโอกาสหยิบเงินออมมาใช้โดยไม่ตั้งใจ และช่วยให้เห็นความก้าวหน้าของเงินออมชัดเจนขึ้น
เป็นสูตรการแบ่งเงินแบบง่ายๆ โดยใช้ 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น (เช่น ค่าบ้าน อาหาร), 30% สำหรับค่าใช้จ่ายตามใจหรือไลฟ์สไตล์ และอีก 20% สำหรับการออมและการลงทุน สูตรนี้ช่วยให้ควบคุมงบประมาณได้อย่างสมดุลและมีเงินเก็บอย่างต่อเนื่อง
ควรมีอย่างน้อย 3–6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน เพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น เจ็บป่วย ตกงาน หรือค่าใช้จ่ายด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งมีมากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความมั่นคงและลดความกังวลในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น