รายรับรายจ่ายคืออะไร? เริ่มทำง่ายๆ พร้อมวิธีเก็บเงินฉบับมนุษย์เงินเดือน

รายรับรายจ่ายคืออะไร? เริ่มทำง่ายๆ พร้อมวิธีเก็บเงินฉบับมนุษย์เงินเดือน
Jobsdb ทีมเนื้อหาอัปเดตเมื่อ 16 March, 2026
Share

Key Takeaway

  • รายรับรายจ่ายคือการบันทึกเงินที่เราได้รับและเงินที่ใช้ไปในแต่ละวันหรือแต่ละเดือน เพื่อให้เห็นภาพการเงินอย่างชัดเจนว่ามีเงินเข้า–ออกเท่าไร และใช้ไปกับอะไรบ้าง ช่วยให้ควบคุมการใช้เงินและวางแผนการออมได้ดีขึ้น
  • วิธีทำรายรับรายจ่ายด้วยตัวเองเริ่มจากรวบรวมข้อมูลรายรับและรายจ่ายทั้งหมด จากนั้นจัดหมวดหมู่เช่น อาหาร เดินทาง บิลต่างๆ แล้วเลือกวิธีบันทึก เช่น เขียนใส่สมุด ใช้ Excel หรือแอปบนโทรศัพท์ เมื่อจดครบให้วิเคราะห์เพื่อปรับพฤติกรรมการใช้เงินให้เหมาะสม
  • วิธีเก็บเงินง่ายๆ สำหรับมนุษย์เงินเดือนคือเก็บเงินด้วยหลักออมก่อนใช้ แบ่งเงินเป็นสัดส่วน เช่น 50/30/20 ตั้งเป้าหมายการออมให้ชัดเจน และใช้ระบบหักอัตโนมัติเพื่อให้เก็บเงินได้ต่อเนื่อง หากอยากเก็บได้เร็วขึ้นอาจเพิ่มรายได้เสริม หรือใช้แอปช่วยออมเงินเพื่อให้เป็นระบบมากขึ้น

มนุษย์เงินเดือนคนไหนที่อยากควบคุมการเงินให้รอบด้าน การทำรายรับรายจ่ายอาจฟังดูยุ่งยาก แต่จริงๆ แล้วเริ่มทำง่ายกว่าที่คิด! บทความนี้จะแนะนำวิธีบันทึกรายรับรายจ่ายแบบง่ายๆ ด้วยตัวเอง พร้อมตัวอย่าง หรือใช้แอปพลิเคชันเป็นตัวช่วย พร้อมเทคนิคเก็บเงินฉบับมนุษย์เงินเดือน ให้คุณเห็นภาพการเงินชัดเจนและวางแผนใช้เงินได้อย่างมั่นใจทุกเดือน!

รายรับรายจ่ายคืออะไร ทำไมต้องทำ?

รายรับรายจ่ายคืออะไร ทำไมต้องทำ?

รายรับรายจ่ายคือการบันทึกเงินที่เข้ามา (รายรับ) และ เงินที่ออกไป (รายจ่าย) ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน ช่วยให้เห็นภาพรวมสถานะทางการเงินของตัวเองหรือธุรกิจได้ชัดเจนขึ้นว่าเงินหมุนเวียนเป็นอย่างไร

โดยแบ่งประเภทรายรับ–รายจ่าย ได้ดังนี้

รายรับ คือเงินที่ได้รับเข้ามา เช่น

  • รายได้ประจำ เงินเดือน ค่าแรง
  • รายได้เสริม ค่าคอมมิชชัน รายได้จากออนไลน์
  • รายได้พิเศษ ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินปันผล รายรับครั้งคราว

รายจ่าย คือเงินที่ต้องใช้จ่ายออก เช่น

  • รายจ่ายจำเป็น ค่าอาหาร ค่าบ้าน ค่าน้ำค่าไฟ
  • รายจ่ายผันแปร ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายตามสถานการณ์
  • รายจ่ายฟุ่มเฟือย ชอปปิง ดูหนัง คาเฟ่
  • รายจ่ายทางการเงิน หนี้ ผ่อนบัตรเครดิต ประกัน

การทำรายรับรายจ่ายมีความสำคัญเพราะช่วยให้เรา “เห็นภาพการเงินจริง” ของตัวเองอย่างชัดเจนว่ามีเงินไหลเข้า–ออกเท่าไร ใช้ไปกับอะไรบ้าง และเหลือเก็บมากน้อยแค่ไหน เมื่อรู้ข้อมูลเหล่านี้ เราจะควบคุมการใช้เงินได้ดีขึ้น ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น วางแผนการออมและการลงทุนได้แม่นยำขึ้น รวมถึงป้องกันไม่ให้รายจ่ายมากกว่ารายรับจนเกิดปัญหาหนี้สินในระยะยาว ถือเป็นนิสัยทางการเงินที่ช่วยสร้างความมั่นคงและความสบายใจในอนาคต

วิธีทำรายรับรายจ่ายด้วยตัวเองฉบับมนุษย์เงินเดือน

วิธีทำรายรับรายจ่ายด้วยตัวเองฉบับมนุษย์เงินเดือน

การบันทึกรายรับรายจ่ายเป็นวิธีง่ายๆ แต่ทรงพลังในการจัดการเงินเดือนให้คุ้มค่า ช่วยให้รู้ว่าเงินของเราไหลไปทางไหน เหลือเก็บเท่าไร และควรปรับพฤติกรรมการใช้เงินอย่างไร เพื่อมีเงินออมและความมั่นคงทางการเงินในอนาคต

1. รวบรวมข้อมูลรายรับและรายจ่าย

เริ่มจากการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับเงินเข้า–ออกของแต่ละเดือน เช่น เงินเดือน ค่าคอมมิชชัน รายได้เสริม และค่าใช้จ่ายทุกอย่างตั้งแต่ค่าอาหาร คาเฟ่ ค่าเดินทาง ไปจนถึงบิลต่างๆ เพื่อให้มีฐานข้อมูลครบก่อนเริ่มบันทึก

Tip เก็บใบเสร็จ บิล ค่าเดินทาง หรือสลิปเงินเดือนทุกเดือน จะช่วยให้จดได้ครบ ไม่ตกหล่น

2. จัดหมวดหมู่รายจ่าย

นำรายการใช้จ่ายมาจัดกลุ่ม เช่น ค่าใช้จ่ายจำเป็น (อาหาร/ที่พัก/บิล) ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สุขภาพ ชอปปิง เป็นต้น การจัดหมวดหมู่ช่วยให้วิเคราะห์ได้ง่ายว่าค่าใช้จ่ายส่วนไหนมากเกินไปและควรลดตรงไหน

Tip การแบ่งประเภทช่วยให้เห็นว่ารายจ่ายส่วนไหนสามารถลดได้ และวางแผนแก้ไขได้ตรงจุด

3. เลือกวิธีบันทึก

เลือกช่องทางการจดที่เหมาะกับตัวเอง เช่น

  • สมุดบันทึก ใช้ง่าย เหมาะสำหรับคนชอบเขียน
  • Excel / Google Sheet คำนวณอัตโนมัติ สรุปผลได้ง่าย
  • แอปในโทรศัพท์ สะดวก จดได้ทันที และบางแอปมีกราฟสรุปให้ด้วย

ตัวอย่างการบันทึกรายรับรายจ่าย

วันที่

รายการ

หมวดหมู่

รายรับ (บาท)

รายจ่าย (บาท)

คงเหลือ

1 ม.ค.

เงินเดือน

รายรับประจำ

25,000

25,000

2 ม.ค.

อาหารกลางวัน

อาหาร

60

24,940

3 ม.ค.

ค่าเดินทาง

เดินทาง

40

24,900

4 ม.ค.

รับงานฟรีแลนซ์

รายได้เสริม

1,500

26,400

4. วิเคราะห์รายจ่าย

หลังบันทึกครบทั้งเดือน ให้วิเคราะห์ว่าใช้จ่ายกับหมวดไหนมากที่สุด รายจ่ายส่วนใดเกินจำเป็น หรือหมวดใดควรปรับลด เพื่อเพิ่มเงินเก็บหรือวางแผนลงทุนได้แม่นยำขึ้น

Tip ใช้กราฟวงกลมหรือกราฟแท่งช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่ารายจ่ายแต่ละหมวดคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้

5. วางแผนเก็บเงิน

เมื่อรู้พฤติกรรมการใช้เงินแล้ว ให้ตั้งเป้าหมายการออม เช่น ออม 10–20% ของรายได้ หรือกำหนด “จำนวนเงินออม” รายเดือน พร้อมกำหนดบัญชีสำหรับออมหรือการลงทุนโดยเฉพาะ หรือทำตารางออมเงินเพื่อจะได้มองเห็นภาพรวมการเก็บเงินได้ชัด และเพื่อไม่ดึงมาใช้จ่ายง่ายๆ

6. ทบทวนและปรับปรุง

ตรวจสอบรายรับรายจ่ายทุกสิ้นเดือนว่าเป็นไปตามแผนหรือไม่ หากบางหมวดใช้เกินก็ปรับลด หากมีรายได้เพิ่มสามารถเพิ่มเงินออมได้ด้วย การทบทวนเป็นประจำทำให้การเงินคล่องตัวและค่อยๆ ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

แนะนำ 5 แอปทำรายรับรายจ่าย

การใช้แอปทำรายรับรายจ่ายช่วยให้มนุษย์เงินเดือนจดค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น สะดวก เร็ว และสามารถดูภาพรวมทางการเงินแบบอัตโนมัติ ไม่ต้องมาคำนวณเองให้ยุ่งยาก หลายแอปยังมีกราฟสรุป รายงานประจำเดือน และการจัดหมวดหมู่ที่ใช้งานง่าย เหมาะทั้งมือใหม่และคนที่อยากควบคุมการใช้เงินอย่างจริงจัง

  • MeowJot แอปสำหรับจดรายรับรายจ่ายแบบเรียบง่าย น่ารัก ใช้งานไม่ซับซ้อน เหมาะกับมือใหม่ ฟีเจอร์เด่นคือจดเร็ว กราฟสรุปเข้าใจง่าย และมีปฏิทินให้ดูเงินเข้า–ออกรายวัน
  • MoneyNote แอปยอดนิยมสำหรับคนอยากจดแบบละเอียด จัดหมวดหมู่ได้เอง ค้นหาข้อมูลง่าย และมีรายงานสรุปแบบกราฟทำให้เห็นภาพรวมในแต่ละเดือนชัดเจน รองรับหลายสกุลเงินด้วย
  • Income – Expense Keep RuGabe แอปคนไทยที่ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจดรายรับรายจ่ายแบบตรงไปตรงมา ฟีเจอร์เน้นความรวดเร็ว เช่น เพิ่มรายการภายในไม่กี่วินาที มีสรุปประจำเดือนและระบบกรองหมวดหมู่ให้ครบ
  • Spendee หรือ Money Lover ทั้งสองแอปเป็นตัวเลือกยอดนิยมระดับสากล จุดเด่นคือฟีเจอร์ครบ เช่น ตั้งงบประมาณรายเดือน เชื่อมบัญชีธนาคารบางแห่งได้ มีกราฟสรุปละเอียด และรองรับการบันทึกทั้งแบบรายวันและรายสัปดาห์ เหมาะกับคนที่อยากควบคุมการเงินจริงจัง
  • Metang แอปจดรายรับรายจ่ายสไตล์มินิมอล ใช้งานง่าย เน้นความสบายตา มีหมวดหมู่พื้นฐานพร้อมให้ใช้ทันที และสามารถดูรายงานสรุปรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือนได้อย่างเป็นระเบียบ
7 วิธีเก็บเงินง่ายๆ สำหรับมนุษย์เงินเดือน

7 วิธีเก็บเงินง่ายๆ สำหรับมนุษย์เงินเดือน

การเก็บเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือนไม่จำเป็นต้องยากเสมอไป หากใช้วิธีที่เป็นระบบและทำอย่างต่อเนื่องก็สามารถสร้างเงินก้อนและความมั่นคงทางการเงินได้ง่ายขึ้น ต่อไปนี้คือวิธีเก็บเงินที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

  • ออมก่อนใช้

ทันทีที่เงินเดือนเข้า ให้กันเงินออมแยกออกไปก่อน เช่น 10–20% ของรายได้ วิธีนี้ช่วยให้ไม่เผลอใช้เงินทั้งหมดก่อนรู้ตัว และทำให้การออมเป็นนิสัย

  • แบ่งเงินเป็นสัดส่วน

จัดการเงินด้วยสูตร เช่น 50/30/20 หรือแบ่งเป็นบัญชีตามวัตถุประสงค์ เช่น บัญชีใช้จ่ายประจำ บัญชีสำรองฉุกเฉิน บัญชีออม บัญชีท่องเที่ยว ช่วยให้รู้ว่าเงินไหนใช้ได้ เงินไหนห้ามแตะ

  • ตั้งเป้าหมายออมเงินชัดเจน

ตั้งเป้าหมายแบบจับต้องได้ เช่น เก็บ 50,000 ใน 10 เดือน หรือเก็บเงินดาวน์รถใน 1 ปี การมีเป้าหมายทำให้มีแรงผลักดันและรู้ว่าต้องออมเดือนละเท่าไร

  • ใช้ระบบอัตโนมัติ

ตั้งระบบหักเงินอัตโนมัติทุกเดือน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หักเข้าบัญชีออม หักเข้ากองทุน SSF/RMF หรือฝากประจำ ช่วยลดโอกาสที่เราจะลืมหรือใช้เงินก่อนออม

  • ทบทวนและปรับปรุงรายจ่าย

เช็กค่าใช้จ่ายทุกเดือนว่ามีหมวดไหนเกินจริงหรือฟุ่มเฟือยเกินไป จากนั้นปรับลดตามความเหมาะสม ทำให้มีเงินเหลือไปออมมากขึ้นโดยไม่รู้สึกกดดัน

  • ใช้เงิน “เย็น”

นำเงินออมส่วนหนึ่งไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะสม เช่น กองทุนรวม ตราสารหนี้ หรือการออมแบบระยะยาว เงินเย็นคือเงินที่ไม่ต้องใช้ทันที ทำให้สามารถเติบโตได้โดยไม่กระทบการใช้ชีวิต

  • เพิ่มรายได้เพื่อช่วยออม

หางานเสริมเล็กๆ น้อยๆ เช่น ฟรีแลนซ์ขายของออนไลน์ หรือทำงานพาร์ตไทม์ รายได้เสริมช่วยเร่งให้เงินออมโตเร็วขึ้นโดยไม่ต้องลดระดับชีวิตมากเกินไป

  • ใช้แอปช่วยเก็บ

แอปธนาคารหลายเจ้าออกแบบมาเพื่อช่วยให้เก็บเงินง่ายขึ้น เช่น เช่น Kept by Krungsri, MAKE by KBank, UOB TMRW (UOB Tomorrow), KKP Start Saving, SCB Easy Saving ช่วยให้การออมเป็นระบบมากขึ้นและเห็นผลชัดเจน

ทริกเล็กๆ คิดก่อนควักเงินในกระเป๋า

ทริกเล็กๆ คิดก่อนควักเงินในกระเป๋า

ก่อนจะควักเงินออกจากกระเป๋า การหยุดคิดเพียงเล็กน้อยสามารถช่วยให้ควบคุมการใช้จ่ายได้ดีขึ้น ลดการซื้อแบบใช้อารมณ์ และทำให้มีเงินออมมากขึ้นโดยไม่ต้องฝืน ต่อไปนี้คือทริกง่ายๆ ที่ช่วยให้ใช้เงินอย่างมีสติในทุกวัน

  • ตั้งคำถามก่อนจ่ายเงิน ถามตัวเองสั้นๆ ว่าจำเป็นไหม? ใช้บ่อยแค่ไหน? มีของเดิมที่ยังใช้ได้หรือเปล่า? การตั้งคำถามช่วยให้แยกของจำเป็นออกจากของอยากได้ได้ง่ายขึ้น
  • ใช้เทคนิค 24 ชั่วโมง (24-Hour Rule) หากอยากซื้อของที่ไม่จำเป็น ให้รอ 24 ชั่วโมงก่อนตัดสินใจ ส่วนใหญ่ความอยากจะลดลง ทำให้หลีกเลี่ยงการซื้อโดยไม่คิดได้ดีมาก
  • ทำรายการ “สิ่งที่อยากซื้อ” แทนที่จะซื้อทันที ให้เพิ่มลงในลิสต์ก่อน แล้วค่อยกลับมาดูใหม่ภายหลัง หากยังอยากได้จริงๆ ค่อยตัดสินใจ วิธีนี้ช่วยลดการซื้อแบบกะทันหัน
  • ตั้งงบประมาณล่วงหน้า ระบุวงเงินสำหรับหมวดฟุ่มเฟือย เช่น คาเฟ่ ชอปปิง ความบันเทิง เมื่อใช้เกินงบก็หยุด ทำให้ควบคุมการใช้จ่ายได้ง่ายขึ้นมาก
  • ใช้ระบบเตือนตัวเอง ตั้งเตือนในโทรศัพท์ เช่น “คิดก่อนซื้อ” หรือ “จำเป็นจริงไหม?” ไว้ตอนใกล้ถึงวันเงินเดือนออกหรือวันชอปปิง ช่วยรีเซตความคิดไม่ให้ใช้เงินฟุ้งซ่าน
  • มองผลลัพธ์ระยะยาว เปรียบเทียบการใช้เงินวันนี้กับเป้าหมายในอนาคต เช่น เงินเก็บ กองทุนฉุกเฉิน หรือทริปท่องเที่ยว การคิดถึงผลลัพธ์ระยะยาวช่วยให้ตัดสินใจใช้เงินอย่างมีเหตุผลมากขึ้น

สรุป

การจัดการเงินไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด แค่เริ่มจากจดรายรับรายจ่ายและคิดก่อนใช้เงินก็ช่วยให้ควบคุมการเงินได้ดีขึ้นมากแล้ว อย่าลืมตั้งเป้าหมายให้ชัดและค่อยๆ ปรับพฤติกรรมทีละนิด เงินเก็บจะเพิ่มขึ้นเองแบบไม่ต้องเครียด และยิ่งมีเครื่องมือหรือแอปช่วยออมก็ยิ่งทำให้การเก็บเงินเป็นเรื่องง่ายขึ้นในทุกวัน

ถ้าคุณกำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ ที่ช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายในชีวิต มีรายได้มั่นคงขึ้น เพิ่มโอกาสและเสริมความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว อย่าลืมหางานดีๆ ผ่าน Jobsdb แพลตฟอร์มหางานที่รวบรวมตำแหน่งงานหลากหลายสาขามาไว้ให้คุณแล้ว!

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรายรับรายจ่าย (FAQ)

ถ้ารายจ่ายมากกว่าเงินเดือนควรทำอย่างไร?

หากรายจ่ายเกินรายได้ ควรเริ่มจากลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เช่น คาเฟ่ ช้อปปิ้ง หรือของที่ไม่จำเป็น พร้อมปรับพฤติกรรมการใช้เงินให้สอดคล้องกับรายได้ ตั้งเป้าหมายการออมใหม่ให้เหมาะสม และหากปรับแล้วยังไม่พอ อาจพิจารณาหางานใหม่หรือรายได้เสริมที่ตอบโจทย์ค่าใช้จ่ายของคุณมากขึ้น

มีตารางค่าใช้จ่ายรายเดือน Excel ไหม?

มีให้ใช้งานหลายรูปแบบ ทั้งแบบเรียบง่ายและแบบสรุปอัตโนมัติ โดยคุณสามารถใช้ตารางที่มีหมวดหมู่พื้นฐาน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายส่วนตัว พร้อมสูตรคำนวณรายรับ–รายจ่ายอัตโนมัติได้เลย หากต้องการ ฉันสามารถทำ ไฟล์ Excel/Google Sheet ให้คุณดาวน์โหลดและใช้งานได้ทันทีตามรูปแบบที่ต้องการ

ควรแยกบัญชีเงินเดือนกับบัญชีออมเงินไหม?

ควรแยกอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้บริหารเงินได้ง่ายและเป็นระบบ บัญชีเงินเดือนใช้สำหรับรายจ่ายประจำ ส่วนบัญชีออมแยกไว้เพื่อออมและสร้างเงินก้อน ทำให้ลดโอกาสหยิบเงินออมมาใช้โดยไม่ตั้งใจ และช่วยให้เห็นความก้าวหน้าของเงินออมชัดเจนขึ้น

หลักการ 50/30/20 ในการจัดทำงบประมาณคืออะไร?

เป็นสูตรการแบ่งเงินแบบง่ายๆ โดยใช้ 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น (เช่น ค่าบ้าน อาหาร), 30% สำหรับค่าใช้จ่ายตามใจหรือไลฟ์สไตล์ และอีก 20% สำหรับการออมและการลงทุน สูตรนี้ช่วยให้ควบคุมงบประมาณได้อย่างสมดุลและมีเงินเก็บอย่างต่อเนื่อง

เงินสำรองฉุกเฉินสำหรับมนุษย์เงินเดือนควรมีเท่าไร?

ควรมีอย่างน้อย 3–6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน เพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น เจ็บป่วย ตกงาน หรือค่าใช้จ่ายด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งมีมากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความมั่นคงและลดความกังวลในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น

More from this category: แหล่งข้อมูลและเทมเพลต

เรียกดูคำค้นหาที่ได้รับความนิยม

ทราบหรือไม่ว่าผู้สมัครค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอะไรใน Jobsdb? สำรวจคำค้นหาที่ได้รับความนิยมเพื่ออัพเดทเทรนด์ใหม่เสมอ

สมัครรับคำแนะนำด้านอาชีพ

รับคำปรึกษาด้านอาชีพจากผู้เชี่ยวชาญส่งตรงถึงอินบ็อกซ์ของคุณ
ท่านได้ยอมรับคำประกาศเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล และนโยบายความเป็นส่วนตัวเพื่อให้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน หากท่านมีอายุต่ำกว่า 20 ปี ท่านได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง เพื่อยินยอมให้ Jobsdb และบริษัทในเครือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ท่านสามารถยกเลิกได้ทุกเวลา