Key Takeaway
ทำงานไม่ตรงสายก็สามารถไปต่อและเติบโตได้ หากมีความตั้งใจ เรียนรู้ทักษะใหม่ และสามารถสื่อสารความสามารถที่ใช้ข้ามสายงานได้
เหตุผลที่คนส่วนใหญ่ทำงานไม่ตรงสายมักเกิดจากโอกาสในตลาดงาน ความสนใจส่วนตัว การเติบโตในสายงาน หรือการปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
ทำงานไม่ตรงสายควรเตรียมตัวศึกษางานใหม่ สร้างเรื่องราวเชื่อมโยงประสบการณ์เดิม เตรียมตอบคำถามสัมภาษณ์ และโชว์ทักษะที่เกี่ยวข้อง
หากทำงานไม่ตรงสายควรอัปสกิลเพิ่มทักษะเฉพาะสายงานใหม่ เช่น การใช้เครื่องมือ เทคโนโลยี หรือความรู้ด้านอุตสาหกรรม และทักษะทั่วไปเช่น การสื่อสาร การวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา
หลายคนอาจเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยเส้นทางที่ไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เรียนมา หรือเริ่มรู้ตัวว่าต้องการเปลี่ยนสายงานในช่วงกลางทางของอาชีพ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องความสนใจ ไลฟ์สไตล์ หรือโอกาสที่เปิดกว้างขึ้น
การทำงานไม่ตรงสายจึงจำเป็นต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อมทั้งในด้านทักษะ ความเข้าใจในสายงานใหม่ และการนำเสนอศักยภาพให้โดดเด่นตั้งแต่รอบสัมภาษณ์ บทความนี้จะพาไปดูว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร มีสกิลอะไรที่ต้องเร่งอัปเกรด และควรใช้ทริกอะไรเพื่อคว้าตำแหน่งในสายงานใหม่ให้ได้
ทำงานไม่ตรงสายก็สามารถไปต่อได้ หากคุณมีเป้าหมายที่ชัดเจนและมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเอง การทำงานในสายที่ต่างออกไปอาจช่วยเปิดโอกาสให้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ สร้างประสบการณ์ที่หลากหลาย และปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับความตรงสายของงานเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ
การเรียนรู้ต่อเนื่องและความสามารถในการนำประสบการณ์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อเป้าหมายในอนาคต แม้จะเริ่มต้นในสายงานที่ไม่ตรงกับความถนัดเดิม แต่หากมุ่งมั่นและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถเติบโตและไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ได้เช่นกัน
หลายคนพบว่าตัวเองทำงานไม่ตรงสายกับสาขาที่เรียนมา ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งด้านการตัดสินใจตั้งแต่ช่วงเรียนและปัจจัยภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไป ลองมาดูสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้คนส่วนใหญ่ทำงานไม่ตรงสายกัน
เลือกเรียนตามกระแสหรือครอบครัวแนะนำ หลายคนตัดสินใจเรียนตามสิ่งที่คนรอบตัวสนับสนุน หรือความนิยมในช่วงนั้น โดยไม่ได้คำนึงถึงความชอบส่วนตัวจริงๆ
ค้นพบตัวเองช้า บางครั้งคนเราเพิ่งรู้ว่าชอบหรือถนัดอะไรหลังจากเรียนจบ ทำให้ต้องเปลี่ยนสายงาน
ตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงเร็ว ความต้องการแรงงานในบางสาขาอาจลดลง ทำให้สายงานที่เรียนมาไม่ตอบโจทย์ตลาด
โอกาสในสายงานที่เรียนมีน้อย บางสาขามีตำแหน่งงานจำกัดหรือหายาก ทำให้ต้องไปทำงานสายอื่น
ต้องการรายได้หรือความมั่นคงมากกว่า บางคนเลือกงานที่ให้รายได้และสวัสดิการดี แม้ไม่ตรงสายเรียน
อยากมีไลฟ์สไตล์ที่ยืดหยุ่นขึ้น งานบางสายอาจเข้มงวด เวลาไม่อิสระ คนจึงเลือกงานอื่นที่เหมาะกับชีวิตประจำวัน
ความชอบเปลี่ยนไปเมื่อโตขึ้น ความสนใจและแรงบันดาลใจเปลี่ยนไปตามประสบการณ์ชีวิต
ไม่พึงพอใจในประสบการณ์ทำงานสายเดิม การทำงานตรงสายบางครั้งไม่สนุกหรือไม่ท้าทาย จึงหาสายอื่น
สายงานที่เรียนมามีการแข่งขันสูง มีคนจำนวนมากทำให้โอกาสก้าวหน้าและได้รับงานลดลง
มีโอกาสที่ดีกว่าในสายงานอื่น บางครั้งพบว่าสายงานอื่นเปิดโอกาสเรียนรู้และเติบโตมากกว่า
โลกยุคใหม่เปิดโอกาสให้เรียนรู้ข้ามสาย การเรียนรู้และเปลี่ยนสายงานทำได้ง่ายขึ้นในยุคดิจิทัล
อิทธิพลของเทรนด์ใหม่ๆ และสื่อออนไลน์ การมองเห็นเทรนด์และแรงบันดาลใจจากโลกออนไลน์ทำให้คนอยากลองทำงานใหม่
การทำงานไม่ตรงสายไม่ได้หมายความว่าต้องหยุดอยู่กับที่ หากอยากเปลี่ยนงานไปสายใหม่ แม้จบไม่ตรงสาย ก็สามารถเริ่มต้นได้ด้วยการเตรียมตัวอย่างเป็นระบบ ไปดูกันว่าควรเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ตัวเองอย่างชัดเจน ทั้งความสนใจ ความสามารถ และจุดแข็ง-จุดอ่อน เพื่อดูว่าสายงานใหม่เหมาะสมกับตัวเองหรือไม่ การประเมินตัวเองช่วยให้รู้ว่าต้องพัฒนาทักษะหรือความรู้ส่วนไหนเพิ่มเติม และสามารถตั้งเป้าหมายได้อย่างชัดเจน
ก่อนเปลี่ยนสายงานควรศึกษาตำแหน่งงานและความต้องการของสายงานนั้นอย่างรอบด้าน ทั้งหน้าที่รับผิดชอบ คุณสมบัติที่ต้องการ แนวโน้มตลาดแรงงาน และโอกาสเติบโต การมีข้อมูลครบถ้วนจะช่วยให้วางแผนการเตรียมตัวได้ตรงจุด
เมื่อรู้ว่าต้องการทำงานในสายงานไหน ให้โฟกัสที่การเรียนรู้ทักษะหรือความรู้ที่จำเป็น อาจเป็นคอร์สออนไลน์ เวิร์กช็อป หรือการฝึกปฏิบัติจริง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าคุณมีความสามารถเพียงพอและพร้อมสำหรับตำแหน่งงานใหม่
การมีพอร์ตหรือผลงานที่แสดงความสามารถจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าทำงาน แม้ว่าจะจบไม่ตรงสาย การทำโปรเจกต์ส่วนตัว การฝึกงาน หรือทำงานอาสาในสายงานใหม่ สามารถเป็นตัวพิสูจน์ทักษะและประสบการณ์ของคุณให้ผู้จ้างเห็น
ปรับเรซูเม่และโปรไฟล์ออนไลน์ให้เน้นทักษะและผลงานที่เกี่ยวข้องกับสายงานใหม่ แม้จบไม่ตรงสายก็สามารถโชว์ความสามารถและประสบการณ์ที่สอดคล้องกับงานใหม่ การเน้นจุดเด่นที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งช่วยให้ผู้ว่าจ้างสนใจ
ทำงานไม่ตรงสายสัมภาษณ์งานอย่างไรให้ผ่าน? เตรียมตอบคำถามเกี่ยวกับเหตุผลที่เปลี่ยนสายงาน พร้อมยกตัวอย่างทักษะและผลงานที่เกี่ยวข้อง ฝึกตอบให้มั่นใจ และแสดงความมุ่งมั่นที่จะเติบโตในสายงานใหม่ จะช่วยให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าพร้อม และเหมาะสมกับตำแหน่งงานนั้น
ทำงานไม่ตรงสายทักษะเฉพาะทางคือความรู้หรือความสามารถที่จำเป็นตรงกับสายงานใหม่ ให้มีความเชี่ยวชาญและสามารถทำงานได้จริงทันทีเมื่อย้ายสายงาน โดยมีสกิลที่ควรเสริมมีดังนี้
ความรู้หรือความสามารถที่จำเป็นตรงกับสายงานใหม่คือทักษะเฉพาะทางที่ต้องมี เช่น การใช้โปรแกรมเฉพาะด้าน การวิเคราะห์ข้อมูล การเขียนโค้ด หรือการออกแบบสิ่งต่างๆ การอัปสกิลด้านนี้สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเรียนคอร์สออนไลน์ การเข้าร่วมเวิร์กช็อป การฝึกปฏิบัติจริง หรือแม้แต่การทำโปรเจกต์ส่วนตัว การมีทักษะเฉพาะทางที่ชัดเจนจะช่วยให้ทำงานได้อย่างมั่นใจ และเป็นจุดเด่นที่ผู้ว่าจ้างมองเห็น
การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม การแก้ปัญหา การคิดเชิงสร้างสรรค์ และการจัดการเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แม้จะมีทักษะเฉพาะทางแล้วแต่ไม่สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้อย่างราบรื่น ก็อาจเจออุปสรรคในการทำงาน การฝึกฝน Soft Skills ทำได้โดยการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม อาสาสมัคร หรือโปรเจกต์ที่ต้องร่วมมือกับคนอื่น การพัฒนาทักษะเหล่านี้ช่วยให้คุณปรับตัวเข้ากับองค์กรใหม่ได้ง่ายและสร้างความน่าเชื่อถือ
การใช้เครื่องมือออนไลน์ โปรแกรมสำนักงาน การจัดการไฟล์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น หรือการใช้งานแพลตฟอร์มสื่อสารออนไลน์ เป็นสิ่งจำเป็นแทบทุกสายงาน ไม่เพียงแต่ช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยให้ปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ง่าย การอัปสกิลด้านดิจิทัลสามารถทำได้ด้วยคอร์สออนไลน์ การฝึกใช้งานเครื่องมือใหม่ หรือทดลองทำโปรเจกต์ส่วนตัว
การสร้างเครือข่ายหรือคอนเนคชั่นกับผู้คนในสายงานใหม่เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เข้าถึงโอกาสและข้อมูลที่มีค่า การเข้าร่วมงานสัมมนา การเข้ากลุ่มมืออาชีพบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือการพูดคุยกับผู้มีประสบการณ์ จะช่วยให้เรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมและเข้าใจตลาดงานมากขึ้น การมีคอนเนคชั่นยังช่วยให้ได้รับคำแนะนำหรือโอกาสงานใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว
Growth Mindset คือความสามารถของเราสามารถพัฒนาได้ด้วยความพยายาม การเรียนรู้ และการฝึกฝน การมี Mindset แบบนี้ช่วยให้ไม่กลัวความล้มเหลว พร้อมเรียนรู้จากความผิดพลาด และมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง การฝึก Mindset ด้วยการตั้งเป้าหมายเล็กๆ เพื่อพัฒนาตัวเอง อ่านหนังสือหรือเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ และสะท้อนความก้าวหน้าของตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการเปลี่ยนสายงานและเติบโตในอาชีพใหม่
Cover Letter หรือจดหมายสมัครงานมีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนำตัวให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลรู้จักผู้สมัคร สรุปประวัติพื้นฐาน และอธิบายเหตุผลว่าทำไมถึงสนใจสมัครตำแหน่งนี้ การเขียนให้ดึงดูดใจจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ว่าจ้างอ่าน Resume ต่อ และนัดสัมภาษณ์งานในที่สุด โดยปกติ Cover Letter จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้
ส่วนแนะนำ (Introduction) เริ่มด้วยการแนะนำตัวสั้นๆ ระบุชื่อและประวัติพื้นฐาน พร้อมระบุตำแหน่งงานที่ต้องการสมัคร ทำให้ฝ่าย HR เข้าใจเบื้องต้นว่าคุณสมัครตำแหน่งใดและมาจากพื้นเพอย่างไร
เนื้อหาหลัก (Body) เป็นส่วนที่เล่าถึงคุณสมบัติ ประสบการณ์ ทัศนคติในการทำงาน และเหตุผลว่าทำไมคุณถึงเหมาะกับตำแหน่งนี้ หากไม่ได้เรียนตรงสาย ควรอธิบายถึงความมุ่งมั่นและความสามารถที่พัฒนามา เช่น ผลงานเด่น ฝึกงาน เวิร์กชอป หรืองานอดิเรกที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น เรียนจบกราฟิกดีไซน์ แต่สมัครงาน Copywriter ก็สามารถเน้นทักษะการเขียน ความเข้าใจด้านการสื่อสาร และยกตัวอย่างผลงานที่สอดคล้องกับความต้องการของบริษัท ทั้งนี้ควรเขียนอย่างกระชับ ชัดเจน และไม่โอ้อวดเกินจริง เพราะส่วนนี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้คุณถูกคัดเลือกเข้าสัมภาษณ์
ส่วนปิดท้าย (Closing) สรุปเหตุผลว่าทำไมถึงอยากร่วมงานกับบริษัทนี้ พร้อมอธิบายว่าหากได้เข้าร่วมทีม จะช่วยผลักดันองค์กรให้เติบโตอย่างไร การปิดท้ายควรสุภาพ กระชับ และสร้างความประทับใจแก่ผู้ว่าจ้าง
ก่อนเข้าสัมภาษณ์งานสำหรับคนที่ย้ายสายงาน การเตรียมตัวอย่างรอบด้านเป็นสิ่งสำคัญ เพราะต้องพิสูจน์ว่าทักษะและประสบการณ์ที่ผ่านมา สามารถนำไปปรับใช้กับงานใหม่ได้ การเตรียมตัวอย่างเป็นระบบจะช่วยให้คุณดูมั่นใจ น่าสนใจ และโดดเด่นในสายตาผู้สัมภาษณ์
เตรียม “Story” ที่เชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับงานใหม่ เล่าเรื่องราวการทำงานที่ผ่านมาให้เห็นว่าประสบการณ์เดิมช่วยสนับสนุนความสำเร็จในสายงานใหม่อย่างไร
สื่อสารความกระตือรือร้นและความเข้าใจในงานใหม่ แสดงให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าสนใจและเข้าใจความท้าทายในงานใหม่จริงๆ
โชว์ “Skill Transfer” หรือทักษะที่ใช้ข้ามสายได้ ชี้ให้เห็นทักษะที่มีจากงานเดิมซึ่งสามารถนำมาใช้ในงานใหม่ได้ เช่น การบริหารเวลา การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการสื่อสาร
ตอบคำถาม “ทำไมถึงเปลี่ยนสาย?” อย่างมั่นใจ เตรียมคำตอบที่ชัดเจนและสร้างแรงจูงใจ ทำให้ผู้สัมภาษณ์เข้าใจว่าการเปลี่ยนสายงานเป็นการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล
ศึกษาบริษัท ตำแหน่ง คำศัพท์ในสายงานใหม่ ทำความเข้าใจวัฒนธรรมองค์กร หน้าที่งาน และศัพท์เฉพาะ เพื่อสื่อสารได้อย่างมืออาชีพ
เตรียม Portfolio หรือผลงานที่เกี่ยวข้อง ถ้ามีงานที่สามารถแสดงทักษะหรือความสามารถที่เกี่ยวข้องกับงานใหม่ ควรนำมาโชว์เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
แสดงทัศนคติของนักเรียนรู้ (Growth Mindset) ย้ำให้เห็นว่าพร้อมเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้สัมภาษณ์มั่นใจว่าสามารถเติบโตในสายงานใหม่ได้
การทำงานไม่ตรงสายไม่ได้หมายความว่าจะเสียเปรียบ ตรงกันข้ามการเปลี่ยนสายงานสามารถเปิดโอกาสและประโยชน์ที่หลายคนคาดไม่ถึง เช่น
เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และมุมมองหลากหลาย
พัฒนาความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดีขึ้น
ค้นพบความสนใจและความถนัดจริงๆ ของตัวเอง
สร้างเครือข่ายและโอกาสใหม่ๆ
เพิ่มคุณค่าและความสามารถในการแข่งขัน
สร้างความมั่นใจและความกล้าในการเรียนรู้สิ่งใหม่
การทำงานไม่ตรงสายเป็นโอกาสให้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ พัฒนาความยืดหยุ่น และค้นพบความสนใจหรือความถนัดที่แท้จริงแม้จะไม่ได้จบตรงสาย รวมทั้งการอัปสกิล เพิ่มประสบการณ์ สร้างผลงาน และเตรียมตัวอย่างรอบด้านจะช่วยปรับตัวและแข่งขันได้ในสายงานใหม่ การเตรียม Cover Letter, Resume, Portfolio และเทคนิคการสัมภาษณ์อย่างมีระบบจะทำให้คุณโดดเด่นในสายตาผู้ว่าจ้าง อีกทั้งยังเปิดโอกาสสร้างเครือข่ายและความมั่นใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และเป็นเส้นทางสู่การเติบโตและโอกาสใหม่ๆ อย่างแท้จริง
หากคุณกำลังอยากเปลี่ยนสายงาน และกำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ อย่าลืมหางานผ่าน Jobsdb แพลตฟอร์มหางานที่รวมตำแหน่งงานหลากหลายสาขา แม้จะทำงานไม่ตรงสายเราพร้อมช่วยให้คุณก้าวไปสู่เป้าหมายในชีวิตอย่างมั่นใจ
ทักษะ Soft Skills คืออะไร? สำคัญอย่างไรต่อการทำงานในยุคปัจจุบัน
แนะนำ 10 ทักษะชีวิตที่เด็กจบใหม่ควรมี ก่อนเริ่มทำงานครั้งแรก
การลาออกจากงานกะทันหัน ทำอย่างไรให้ถูกต้องและไม่กระทบที่ทำงาน
หลายคนอาจสงสัยเกี่ยวกับการทำงานไม่ตรงสายว่าจะมีผลอย่างไรต่ออาชีพและโอกาสในอนาคต คำถามที่พบบ่อยเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจและเตรียมตัวได้ดียิ่งขึ้น
การอยู่รอดในสายงานใหม่ต้องอาศัยการเรียนรู้และปรับตัว พัฒนาทักษะที่จำเป็นในสายงานนั้น สร้างผลงานหรือโปรเจกต์ที่เกี่ยวข้อง และรักษาทัศนคติที่พร้อมเรียนรู้ (Growth Mindset) จะช่วยให้ทำงานได้อย่างมั่นใจและก้าวหน้า
ไม่จำเป็นเสมอไป หากสามารถอัปสกิลหรือเรียนรู้ผ่านคอร์สออนไลน์ เวิร์กชอป หรือฝึกงาน ก็สามารถสร้างความเชี่ยวชาญได้ การเรียนต่อเหมาะกับผู้ที่ต้องการเข้าใจเชิงลึกหรือสายงานที่ต้องมีวุฒิการศึกษาที่เฉพาะเจาะจง
การทำงานไม่ตรงสายไม่ผิด และเป็นเรื่องปกติในยุคปัจจุบัน หลายคนพบว่าการเปลี่ยนสายงานช่วยให้ค้นพบความสนใจจริงๆ พัฒนาทักษะใหม่ และสร้างโอกาสเติบโตในอาชีพได้มากขึ้น
ไม่เลย หากสามารถสื่อสารทักษะ ประสบการณ์ และความมุ่งมั่นได้ชัดเจน การเขียน Resume, Cover Letter และเตรียม Portfolio อย่างรอบด้าน จะช่วยให้ผู้ว่าจ้างเห็นศักยภาพที่แท้จริง แม้ไม่ได้จบตรงสายก็สามารถโดดเด่นและได้รับโอกาสสัมภาษณ์ได้