อัปเดตลดหย่อนภาษี 2568 ใช้สิทธิ์อะไรได้บ้าง สรุปทุกประเด็นที่ควรรู้!

อัปเดตลดหย่อนภาษี 2568 ใช้สิทธิ์อะไรได้บ้าง สรุปทุกประเด็นที่ควรรู้!
Jobsdb ทีมเนื้อหาอัปเดตเมื่อ 16 March, 2026
Share

Key Takeaway

  • ลดหย่อนภาษีคือสิทธิ์ที่กฎหมายให้ผู้เสียภาษีสามารถหักค่าใช้จ่ายหรือเงินออมบางประเภทออกจากรายได้ ก่อนคำนวณภาษี ทำให้เงินได้สุทธิลดลงและจ่ายภาษีน้อยลงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  • มนุษย์เงินเดือนควรรู้ว่ามีรายได้อะไรต้องนำมารวมบ้าง ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่ายเท่าไร และมีสิทธิ์ลดหย่อนอะไรใช้ได้ พร้อมเตรียมเอกสารให้ครบ เพื่อป้องกันการยื่นผิดหรือเสียสิทธิ์ลดหย่อน
  • รายการลดหย่อนภาษีปี 2568 มีอะไรบ้าง? เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว ประกันชีวิต/สุขภาพ กองทุนเพื่อเกษียณ เงินบริจาค ดอกเบี้ยบ้าน และมาตรการภาษีภาครัฐบางช่วงเวลา โดยแต่ละรายการมีเพดานและเงื่อนไขแตกต่างกัน

ภาษีอาจเป็นเรื่องที่หลายคนอยากเลี่ยง แต่ความจริงแล้วถ้าเข้าใจเรื่องหักลดหย่อนภาษีให้ถูกต้อง ก็สามารถช่วยประหยัดเงินได้มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะในปี 2568 ที่มีทั้งสิทธิ์ลดหย่อนพื้นฐาน สิทธิ์จากประกัน กองทุน และมาตรการภาครัฐที่หลายคนอาจยังใช้ไม่ครบ บทความนี้จะพาคุณมาอัปเดตลดหย่อนภาษี 2568 ว่าใช้สิทธิ์อะไรได้บ้าง พร้อมสรุปทุกประเด็นสำคัญที่มนุษย์เงินเดือนควรรู้ ตั้งแต่วิธีคำนวณไปจนถึงแนวทางวางแผนภาษี เพื่อให้ยื่นภาษีได้อย่างมั่นใจและคุ้มค่าที่สุด

ลดหย่อนภาษีคืออะไร ทำไมมนุษย์เงินเดือนต้องรู้?

การลดหย่อนภาษีคือสิทธิ์ทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้สามารถหักค่าใช้จ่ายหรือรายการที่กำหนดออกจากรายได้ก่อนคำนวณภาษี ทำให้จำนวนภาษีที่ต้องจ่ายลดลง สิทธิ์นี้ช่วยให้ผู้เสียภาษีประหยัดค่าใช้จ่ายภาษี และวางแผนการเงินได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

โดยเฉพาะเมื่อรายได้เพิ่มสูงขึ้น การใช้สิทธิ์ลดหย่อนอย่างเหมาะสมจะช่วยลดภาระภาษี เพิ่มเงินออม และต่อยอดการลงทุนได้มากขึ้น อธิบายแบบเข้าใจง่ายคือการลดหย่อนภาษีเปรียบเสมือนการได้ประโยชน์ทางภาษีหรือเงินคืนบางส่วนจากรัฐ เมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ครบถ้วน

คู่มือภาษีมนุษย์เงินเดือน ต้องรู้อะไรก่อนยื่นภาษี

คู่มือภาษีมนุษย์เงินเดือน ต้องรู้อะไรก่อนยื่นภาษี

ก่อนยื่นภาษีมนุษย์เงินเดือนควรรู้ว่ามีหลายสิทธิ์และเงื่อนไขที่มักถูกมองข้าม หากไม่ตรวจสอบให้ดีอาจเสียโอกาสลดภาษีโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะคำถามสำคัญอย่าง “ค่าลดหย่อนภาษีมีอะไรบ้าง” ที่ควรทำความเข้าใจให้ครบถ้วน ต่อไปนี้คือข้อควรรู้ที่ไม่ควรพลาด

ใครต้องยื่นภาษี?

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นภาษีแบบอัตราก้าวหน้า (ขั้นบันได) คือรายได้ยิ่งสูง อัตราภาษียิ่งเพิ่มขึ้นตามช่วงที่กำหนด และคำนวณเป็นขั้นๆ ไม่ได้คิดอัตราสูงสุดกับรายได้ทั้งหมด

อัตราภาษีตามช่วงรายได้ต่อปี มีดังนี้

  • รายได้ไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี เสียภาษี 0% (ยกเว้นภาษี)
  • 150,001 - 300,000 บาทต่อปี เสียภาษี 5%
  • 300,001 - 500,000 บาทต่อปี เสียภาษี 10%
  • 500,001 - 750,000 บาทต่อปี เสียภาษี 15%
  • 750,001 - 1,000,000 บาทต่อปี เสียภาษี 20%
  • 1,000,001 - 2,000,000 บาทต่อปี เสียภาษี 25%
  • 2,000,001 - 5,000,000 บาทต่อปี เสียภาษี 30%
  • มากกว่า 5,000,000 บาทต่อปี เสียภาษี 35%

ทั้งนี้ ภาษีจะคำนวณจากรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้วตามขั้นของแต่ละช่วงรายได้

เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนยื่น

เอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานในการยืนยันการใช้จ่ายหรือการบริจาคซึ่งช่วยให้ลดหย่อนภาษีได้ตามที่กำหนด โดยเอกสารที่จำเป็นมีดังนี้

  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือ 50 ทวิ
  • ใบกำกับภาษี (Tax Invoice)
  • หนังสือรับรองการจ่ายเบี้ยประกันชีวิตและประกันสุขภาพ
  • หนังสือรับรองการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน RMF
  • หนังสือรับรองดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย

รายได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษี

รายได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษี คือเงินได้พึงประเมินที่ได้รับภายในปีภาษีนั้นๆ ก่อนนำไปหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน โดยครอบคลุมทั้งรายได้ประจำและรายได้เสริม

ตัวอย่างเช่น เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ค่าคอมมิสชัน ค่าล่วงเวลา (OT) รวมถึงรายได้จากฟรีแลนซ์ ค้าขาย ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือค่าเช่า ทั้งหมดต้องนำมารวมคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จากนั้นจึงนำไปหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน เพื่อคำนวณเป็นรายได้สุทธิ และใช้คำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันไดต่อไป

ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่ห้ามพลาด

ค่าใช้จ่าย คือจำนวนเงินที่กฎหมายอนุญาตให้หักออกจากรายได้ก่อนคำนวณภาษี เช่น ค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายของเงินเดือน หรือค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้ เพื่อให้เหลือฐานภาษีที่สะท้อนรายได้จริงมากขึ้น

ส่วนค่าลดหย่อนภาษี คือสิทธิ์ที่ช่วยลดรายได้สุทธิลงเพิ่มเติม เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว คู่สมรส บุตร ประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนลดหย่อนภาษี หรือดอกเบี้ยบ้าน

การใช้สิทธิ์ให้ครบถ้วนจะช่วยลดภาระภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเพิ่มโอกาสในการวางแผนการเงินระยะยาวได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย กับภาษีที่ต้องจ่ายจริง

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือภาษีที่นายจ้างหรือผู้จ่ายเงินหักไว้ล่วงหน้าจากรายได้ของเรา เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าบริการ แล้วนำส่งกรมสรรพากรแทนผู้มีรายได้ เปรียบเสมือนการ “จ่ายภาษีบางส่วนล่วงหน้า” ส่วนภาษีที่ต้องจ่ายจริง คือจำนวนภาษีที่คำนวณได้หลังจากรวมรายได้ทั้งปี แล้วหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนครบถ้วนตามกฎหมาย

หากภาษีหัก ณ ที่จ่ายมากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริงจะได้รับเงินคืน แต่ถ้าหักไว้น้อยกว่าก็ต้องชำระเพิ่มตามส่วนต่างในช่วงยื่นแบบภาษี

ช่องทางการยื่นภาษี

การยื่นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาควรทำในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 31 มีนาคมของทุกปี สำหรับปีภาษีที่ผ่านมา (ปีที่มีรายได้) โดยจะต้องยื่นภาษีให้เสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับและดอกเบี้ย หากยื่นภาษีออนไลน์(e-Filing) จะมีเวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในบางกรณี โดยสามารถยื่นภาษีได้ตามช่องทางที่สะดวกที่สุด คือ

  • สำนักงานสรรพากรพื้นที่หรือสรรพากรเขตตามที่อยู่ของผู้เสียภาษีทั่วประเทศ
  • เว็บไซต์กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/landing.html

อ่านเพิ่มเติมสอนวิธียื่นภาษีออนไลน์ทุกขั้นตอนฉบับเข้าใจง่าย

วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถสรุปเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

  1. รวมรายได้ทั้งปีจากทุกแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน โบนัส หรือรายได้เสริม
  2. หักค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้ เช่น ค่าใช้จ่ายเงินเดือนแบบเหมาจ่าย
  3. หักค่าลดหย่อนตามสิทธิ์ที่มี เพื่อให้เหลือรายได้สุทธิ
  4. นำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษีขั้นบันได

ตัวอย่างวิธีคำนวณภาษีหลังลดหย่อน

ข้อมูลของนาย B

  • เงินเดือนเดือนละ 25,000 บาท (ปีละ 300,000 บาท)
  • โบนัส 100,000 บาท
  • รายได้ฟรีแลนซ์ 200,000 บาท

1) รวมรายได้ทั้งปี
300,000 + 100,000 + 200,000 = 600,000 บาท

2) หักค่าใช้จ่าย
เงินเดือนหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่าย 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
300,000 × 50% = 150,000 บาท แต่หักได้สูงสุด 100,000 บาท

3) หักค่าลดหย่อน

  • บุตร 30,000 บาท
  • ประกันชีวิต 15,000 บาท
  • เงินบริจาค 10,000 บาท
  • รวมค่าลดหย่อน = 55,000 บาท

4) คำนวณรายได้สุทธิ
600,000 - 100,000 - 55,000 = 445,000 บาท

5) คำนวณภาษีตามขั้นบันได

  • 0 - 150,000 บาท ยกเว้นภาษี
  • 150,001 - 300,000 บาท เสีย 5% = 7,500 บาท
  • 300,001 - 445,000 บาท เสีย 10% เฉพาะส่วนที่เกิน 300,000 (145,000 × 10%) = 14,500 บาท

รวมภาษีที่ต้องจ่าย = 22,000 บาท

จะเห็นว่า การใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีอย่างครบถ้วนช่วยลดฐานภาษีลงมาก และทำให้ภาษีที่ต้องจ่ายน้อยลง หากมีคู่สมรสหรือสิทธิ์ลดหย่อนอื่นเพิ่มเติมก็สามารถวางแผนเพื่อลดภาระภาษีได้อีก

รวมรายการลดหย่อนภาษีปี 2568 ที่ไม่ควรมองข้าม

รวมรายการลดหย่อนภาษีปี 2568 ที่ไม่ควรมองข้าม

สิทธิ์ลดหย่อนภาษี คือสิทธิ์ที่กฎหมายกำหนดให้ผู้เสียภาษีสามารถหักค่าใช้จ่ายบางรายการออกจากรายได้ เพื่อลดภาระภาษีที่ต้องชำระ มาดูกันว่าสามารถใช้สิทธิ์อะไรลดหย่อนภาษีได้บ้าง

1. ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว

ค่าลดหย่อนส่วนตัว

ค่าลดหย่อนส่วนบุคคลที่ใช้ได้มีรายละเอียดดังนี้

  • ผู้มีเงินได้ ลดหย่อน 60,000 บาท
  • คู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ ลดหย่อน 60,000 บาท
  • บุตรชอบด้วยกฎหมาย ลดหย่อน 30,000 บาทต่อคน
  • บุตรที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป ลดหย่อน 60,000 บาทต่อคน (ไม่จำกัดจำนวน)
  • บุตรบุญธรรม ลดหย่อน 30,000 บาทต่อคน (รวมไม่เกิน 3 คน)

ค่าลดหย่อนคู่สมรส

ค่าลดหย่อนคู่สมรส คือสิทธิ์ที่ผู้มีเงินได้สามารถใช้ได้ในกรณีจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย และคู่สมรสไม่มีรายได้ตลอดปีภาษี โดยสามารถลดหย่อนภาษีได้ 60,000 บาทต่อปี เพื่อนำไปหักออกจากรายได้ก่อนคำนวณภาษี ทำให้รายได้สุทธิลดลง และภาษีที่ต้องจ่ายลดลงตามไปด้วย

ค่าลดหย่อนบุตร

ค่าลดหย่อนบุตร ใช้ได้กรณีบุตรอายุไม่เกิน 20 ปี หรือไม่เกิน 25 ปีหากกำลังศึกษาอยู่ โดยบุตรทั่วไปสามารถลดหย่อนได้ 30,000 บาทต่อคน และบุตรคนที่ 2 เป็นต้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 จะลดหย่อนได้ 60,000 บาทต่อคน ซึ่งช่วยให้รายได้สุทธิลดลงและภาษีที่ต้องจ่ายน้อยลงตามจำนวนบุตร

ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร

ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร คือสิทธิ์ลดหย่อนสำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร โดยสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 60,000 บาทต่อปีภาษี สิทธิ์นี้ช่วยให้รายได้สุทธิลดลงและลดภาษีที่ต้องจ่ายได้ โดยควรเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายไว้ให้ครบถ้วน

ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่

ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ คือสิทธิ์ลดหย่อนสำหรับผู้ที่ดูแลบิดามารดาของตัวเองหรือของคู่สมรส โดยพ่อแม่ต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีเงื่อนไขรายได้ตามที่กฎหมายกำหนด สามารถลดหย่อนภาษีได้คนละ 30,000 บาทต่อปี ซึ่งช่วยให้รายได้สุทธิลดลงและภาษีที่ต้องจ่ายน้อยลง

ผู้พิการ ทุพพลภาพ

ค่าลดหย่อนผู้พิการหรือทุพพลภาพ คือสิทธิ์สำหรับผู้ที่ดูแลและอุปการะบุคคลพิการตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยต้องมีเอกสารรับรองความพิการอย่างถูกต้อง สามารถลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาทต่อปีภาษี ช่วยให้เงินได้สุทธิลดลง และภาระภาษีน้อยลงตามไปด้วย

2. ค่าลดหย่อนกลุ่มประกัน เงินออม และการลงทุน

ประกันชีวิต & สุขภาพ

ค่าลดหย่อนกลุ่มประกันภัยเป็นสิทธิ์ที่ช่วยลดภาษีได้หลายรายการ ได้แก่ ค่าเบี้ยประกันสุขภาพของตัวเองสามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 25,000 บาท ส่วนค่าเบี้ยประกันสุขภาพของบิดามารดาลดหย่อนได้ตามจริงสูงสุด 15,000 บาทต่อคน

สำหรับค่าเบี้ยประกันชีวิตและประกันสะสมทรัพย์ลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท แต่เมื่อนำเบี้ยประกันชีวิต ประกันสะสมทรัพย์ และประกันสุขภาพของตัวเองมารวมกันแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท และค่าเบี้ยประกันสังคมสามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุด 9,000 บาทต่อปี ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้เงินได้สุทธิลดลงและภาระภาษีน้อยลง

เงินออม & กองทุนเพื่อการเกษียณ

กลุ่มกองทุนและประกันเพื่อการเกษียณเป็นสิทธิ์ลดหย่อนที่ช่วยวางแผนระยะยาว โดยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (RMF) ลดหย่อนได้สูงสุด 500,000 บาท และต้องไม่เกิน 30% ของเงินได้ กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ลดหย่อนได้สูงสุด 200,000 บาท และไม่เกิน 30% ของเงินได้

ค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญลดหย่อนได้สูงสุด 200,000 บาท และไม่เกิน 15% ของเงินได้ กองทุนบำเหน็จข้าราชการลดหย่อนได้สูงสุด 500,000 บาท และไม่เกิน 30% ของเงินได้ และเงินสะสมกองทุนการออมแห่งชาติลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งสิทธิ์ทั้งหมดนี้เมื่อรวมกันแล้วต้องเป็นไปตามเพดานที่กฎหมายกำหนด และช่วยให้เงินได้สุทธิลดลง พร้อมสร้างเงินออมเพื่อวัยเกษียณไปในตัว

กองทุนเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG / ESGX)

กองทุนเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG / ESGX) คือกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในบริษัทที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนระยะยาว ผู้ลงทุนสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้สูงสุด 300,000 บาท และต้องไม่เกิน 30% ของเงินได้ต่อปี ช่วยให้ลดภาษีไปพร้อมกับสนับสนุนธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน

3. ค่าลดหย่อนเงินบริจาค

เงินบริจาคทั่วไป

เงินบริจาคทั่วไป คือเงินที่บริจาคให้กับหน่วยงานหรือองค์กรที่กฎหมายรับรอง เช่น องค์กรการกุศล หรือหน่วยงานสาธารณประโยชน์ สามารถลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิหลังหักค่าลดหย่อนอื่นแล้ว ซึ่งช่วยให้ลดภาระภาษีได้ พร้อมทำบุญช่วยสังคมไปในตัว

เงินบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์

เงินบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ คือเงินที่บริจาคเพื่อสนับสนุนด้านการศึกษา การกีฬา การพัฒนาสังคม หรือสถานพยาบาลของรัฐ ตามหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด สามารถนำยอดบริจาคมาหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง แต่เมื่อคำนวณรวมแล้วต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิหลังหักค่าลดหย่อนอื่น สิทธิ์นี้ช่วยให้ลดภาษีได้มากขึ้น พร้อมสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

เงินบริจาคให้พรรคการเมือง

เงินบริจาคให้พรรคการเมือง คือเงินที่ผู้มีเงินได้สนับสนุนพรรคการเมืองที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย สามารถนำมาลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อปีภาษี ช่วยให้ลดเงินได้สุทธิและลดภาษีที่ต้องจ่ายลงได้บางส่วน

4. ค่าลดหย่อนพิเศษ / กระตุ้นเศรษฐกิจ

Easy E-Receipt 2.0

กลุ่ม Easy E-Receipt เป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศในปี 2568 ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วน โดยซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อลดหย่อนภาษีได้ 20,000 บาท 30,000 บาท และรายการที่ไม่เข้าร่วม โดยจะมีรายการอะไรบ้าง ดูได้ตามรายละเอียดดังนี้

ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 20,000 บาท

  • ค่าซื้อสินค้าจากโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)
  • ค่าซื้อสินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร
  • ค่าซื้อสินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จดทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30,000 บาท

  • ซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT โดยต้องมีใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax invoice) แบบเต็มรูปเป็นหลักฐาน
  • ซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT โดยต้องมีใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เป็นหลักฐาน

สินค้าหรือบริการที่ไม่เข้าร่วมโครงการ

  • สุรา เบียร์ และไวน์
  • ยาสูบ
  • น้ำมัน ก๊าซ และค่าบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะ
  • รถยนต์และรถจักรยานยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ (รวมถึงรถจักรยานที่ติดเครื่องยนต์) และค่าซื้อเรือ
  • สาธารณูปโภค เช่น ประปา ไฟฟ้า บริการสัญญาณโทรศัพท์ และค่าบริการสัญญาณอินเทอร์เน็ต
  • บริการที่มีข้อตกลงการให้บริการที่สามารถใช้บริการนอกเหนือจากระยะเวลาของมาตรการ
  • เบี้ยประกันวินาศภัย
  • บริการจัดนำเที่ยวที่จ่ายให้ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว และค่าที่พักโรงแรม โฮมสเตย์ไทย หรือสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม

ดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย

ดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย คือดอกเบี้ยที่จ่ายจากการกู้เงินเพื่อซื้อ สร้างหรือซื้อที่อยู่อาศัยกับสถาบันการเงินตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด สามารถนำดอกเบี้ยที่จ่ายจริงมาลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีภาษี ช่วยให้เงินได้สุทธิลดลงและภาระภาษีน้อยลง

เที่ยวดี มีคืน

มาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” เป็นสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่ท่องเที่ยวในประเทศ โดยสามารถนำค่าที่พักและค่าบริการร้านอาหารที่จดทะเบียน VAT มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท

หากท่องเที่ยวในเมืองหลัก จะหักลดหย่อนได้ 1 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง แต่ถ้าเป็นเมืองรองจะหักลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง ทำให้ได้วงเงินลดหย่อนมากขึ้น ทั้งนี้ต้องขอใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการยื่นภาษี

วางแผนลดหย่อนภาษี vs ไม่วางแผน ต่างกันอย่างไร?

การวางแผนภาษีล่วงหน้า คือการเตรียมจัดการรายได้ ค่าใช้จ่าย และสิทธิ์ลดหย่อนต่างๆ ตั้งแต่ต้นปี แทนที่จะรอคำนวณตอนปลายปี เมื่อรู้ล่วงหน้าว่ามีสิทธิ์อะไรบ้าง จะสามารถจัดสรรเงินไปลงทุนประกันหรือกองทุนที่ช่วยลดหย่อนภาษีได้อย่างเหมาะสม ทำให้เงินที่หามาได้ไม่สูญเสียไปกับภาษีเกินความจำเป็น และยังช่วยสร้างเงินออมหรือความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวอีกด้วย

วางแผนลดหย่อนภาษีวันนี้ เพื่อยื่นสบายในปี 2569

  • ประเมินรายได้และฐานภาษีของตัวเองก่อน เพื่อให้รู้ว่าอยู่ในขั้นอัตราภาษีเท่าไร และต้องวางแผนลดหย่อนมากน้อยแค่ไหน
  • ใช้สิทธิ์ลดหย่อนพื้นฐานให้ครบก่อน เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ครอบครัว หรือประกันต่างๆ เพื่อให้ ไม่พลาดสิทธิ์ที่ควรได้
  • วางแผนลงทุนลดหย่อนแบบทยอย ไม่รอปลายปี จะช่วยกระจายภาระเงินสด และลดความเสี่ยงตัดสินใจผิดพลาดช่วงท้ายปี
  • เก็บเอกสารและหลักฐานตั้งแต่ต้นปี เช่น ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี หนังสือรับรองต่างๆ เพื่อให้ยื่นภาษีได้ถูกต้องและครบถ้วน
  • ปรับแผนระหว่างปี เมื่อรายได้เปลี่ยน หากมีโบนัส งานเสริม หรือรายได้เพิ่ม ควรคำนวณภาษีใหม่และวางแผนเพิ่มทันที
  • ตรวจสอบสิทธิ์ลดหย่อนใหม่ๆ ทุกปี เพราะกฎหมายภาษีอาจมีมาตรการใหม่ ทำให้มีโอกาสลดภาษีได้มากขึ้น

สรุป

การวางแผนภาษีช่วยให้ผู้มีเงินได้สามารถจัดการรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากการเข้าใจว่ารายได้ทุกประเภทต้องนำมาคำนวณภาษี จากนั้นหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนภาษีตามสิทธิ์ เพื่อให้เหลือเป็นเงินได้สุทธิที่ใช้คำนวณภาษีจริง สิทธิ์ลดหย่อนมีหลายกลุ่ม เช่น ครอบครัว ประกัน กองทุนเพื่อเกษียณ เงินบริจาค และดอกเบี้ยบ้าน ซึ่งแต่ละประเภทมีเพดานและเงื่อนไขต่างกัน 

การรู้จักใช้สิทธิ์ให้ครบจะช่วยลดภาระภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และหากวางแผนล่วงหน้า ทยอยลงทุน เก็บเอกสารครบถ้วน และติดตามมาตรการใหม่ๆ ทุกปี ก็จะทำให้เงินที่หามาได้ถูกใช้ประโยชน์สูงสุดทั้งด้านภาษีและการออมระยะยาว

ถ้าคุณกำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ ที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายในชีวิต อย่าลืมหางานผ่าน Jobsdb แพลตฟอร์มหางานที่รวบรวมตำแหน่งงานหลากหลายสาขา เพื่อเพิ่มโอกาสเติบโตทั้งในด้านรายได้และความก้าวหน้าในอาชีพ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลดหย่อนภาษี (FAQ)

มีรายได้จากงานเสริม ต้องนำมาคำนวณภาษีด้วยหรือไม่?

ต้องนำมาคำนวณภาษีด้วย เพราะรายได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นในปีภาษีต้องรวมคำนวณทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นงานประจำ ฟรีแลนซ์ ค่าคอมมิสชัน หรือขายของออนไลน์ หากมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้วก็ยังต้องนำรายได้นั้นมายื่นรวมเพื่อคำนวณภาษีสุทธิให้ถูกต้อง

ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย สามารถขอคืนได้หรือเปล่า?

สามารถขอคืนได้ หากคำนวณแล้วพบว่าภาษีที่ถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ระบบจะคืนส่วนต่างให้หลังยื่นแบบภาษีเสร็จสิ้น ดังนั้น ควรกรอกข้อมูลรายได้และเครดิตภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้ครบถ้วน

ยื่นภาษีผิด หรือใส่ลดหย่อนเกินเพดาน จะเกิดอะไรขึ้น?

หากกรอกข้อมูลผิดหรือใช้สิทธิ์เกินจริง อาจถูกเรียกตรวจสอบและต้องชำระภาษีเพิ่ม พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ในบางกรณีสามารถยื่นแบบเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขได้ จึงควรตรวจสอบตัวเลขและเพดานสิทธิ์ให้รอบคอบก่อนส่งแบบ

ถ้าเอกสารลดหย่อนไม่ครบ ยังสามารถยื่นภาษีได้ไหม?

สามารถยื่นได้ แต่ควรใช้เฉพาะรายการที่มีหลักฐานครบถ้วน เพราะหากถูกตรวจสอบภายหลังต้องแสดงเอกสารยืนยัน การไม่มีหลักฐานอาจทำให้สิทธิ์ลดหย่อนถูกตัดออกและต้องจ่ายภาษีเพิ่ม

ควรเตรียมเอกสารลดหย่อนภาษีตั้งแต่ตอนไหนดีที่สุด?

ควรเริ่มเก็บเอกสารตั้งแต่ต้นปี เช่น ใบกำกับภาษี หนังสือรับรองการหักภาษี และเอกสารประกันต่างๆ จะช่วยให้ยื่นภาษีได้รวดเร็วและไม่พลาดสิทธิ์สำคัญเมื่อถึงช่วงยื่นแบบ

ยื่นภาษีออนไลน์กับยื่นกระดาษ แบบไหนได้คืนภาษีเร็วกว่า?

โดยทั่วไป การยื่นภาษีออนไลน์จะได้รับเงินคืนเร็วกว่า เพราะระบบประมวลผลอัตโนมัติและโอนเงินเข้าบัญชีโดยตรง ขณะที่การยื่นแบบกระดาษอาจใช้เวลาตรวจสอบนานกว่า

ทำงานฟรีแลนซ์ต้องใช้เอกสารอะไรยื่นภาษีบ้าง?

ควรมีหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ถ้ามี)สรุปรายรับทั้งปี ใบเสร็จหรือหลักฐานรายได้ และเอกสารค่าลดหย่อนต่างๆ การจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้คำนวณภาษีได้ถูกต้องและลดความผิดพลาด

More from this category: คำแนะนำด้านเงินเดือน

เรียกดูคำค้นหาที่ได้รับความนิยม

ทราบหรือไม่ว่าผู้สมัครค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอะไรใน Jobsdb? สำรวจคำค้นหาที่ได้รับความนิยมเพื่ออัพเดทเทรนด์ใหม่เสมอ

สมัครรับคำแนะนำด้านอาชีพ

รับคำปรึกษาด้านอาชีพจากผู้เชี่ยวชาญส่งตรงถึงอินบ็อกซ์ของคุณ
ท่านได้ยอมรับคำประกาศเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล และนโยบายความเป็นส่วนตัวเพื่อให้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน หากท่านมีอายุต่ำกว่า 20 ปี ท่านได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง เพื่อยินยอมให้ Jobsdb และบริษัทในเครือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ท่านสามารถยกเลิกได้ทุกเวลา