Key Takeaway
ภาษีอาจเป็นเรื่องที่หลายคนอยากเลี่ยง แต่ความจริงแล้วถ้าเข้าใจเรื่องหักลดหย่อนภาษีให้ถูกต้อง ก็สามารถช่วยประหยัดเงินได้มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะในปี 2568 ที่มีทั้งสิทธิ์ลดหย่อนพื้นฐาน สิทธิ์จากประกัน กองทุน และมาตรการภาครัฐที่หลายคนอาจยังใช้ไม่ครบ บทความนี้จะพาคุณมาอัปเดตลดหย่อนภาษี 2568 ว่าใช้สิทธิ์อะไรได้บ้าง พร้อมสรุปทุกประเด็นสำคัญที่มนุษย์เงินเดือนควรรู้ ตั้งแต่วิธีคำนวณไปจนถึงแนวทางวางแผนภาษี เพื่อให้ยื่นภาษีได้อย่างมั่นใจและคุ้มค่าที่สุด
การลดหย่อนภาษีคือสิทธิ์ทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้สามารถหักค่าใช้จ่ายหรือรายการที่กำหนดออกจากรายได้ก่อนคำนวณภาษี ทำให้จำนวนภาษีที่ต้องจ่ายลดลง สิทธิ์นี้ช่วยให้ผู้เสียภาษีประหยัดค่าใช้จ่ายภาษี และวางแผนการเงินได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยเฉพาะเมื่อรายได้เพิ่มสูงขึ้น การใช้สิทธิ์ลดหย่อนอย่างเหมาะสมจะช่วยลดภาระภาษี เพิ่มเงินออม และต่อยอดการลงทุนได้มากขึ้น อธิบายแบบเข้าใจง่ายคือการลดหย่อนภาษีเปรียบเสมือนการได้ประโยชน์ทางภาษีหรือเงินคืนบางส่วนจากรัฐ เมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ครบถ้วน
ก่อนยื่นภาษีมนุษย์เงินเดือนควรรู้ว่ามีหลายสิทธิ์และเงื่อนไขที่มักถูกมองข้าม หากไม่ตรวจสอบให้ดีอาจเสียโอกาสลดภาษีโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะคำถามสำคัญอย่าง “ค่าลดหย่อนภาษีมีอะไรบ้าง” ที่ควรทำความเข้าใจให้ครบถ้วน ต่อไปนี้คือข้อควรรู้ที่ไม่ควรพลาด
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นภาษีแบบอัตราก้าวหน้า (ขั้นบันได) คือรายได้ยิ่งสูง อัตราภาษียิ่งเพิ่มขึ้นตามช่วงที่กำหนด และคำนวณเป็นขั้นๆ ไม่ได้คิดอัตราสูงสุดกับรายได้ทั้งหมด
อัตราภาษีตามช่วงรายได้ต่อปี มีดังนี้
ทั้งนี้ ภาษีจะคำนวณจากรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้วตามขั้นของแต่ละช่วงรายได้
เอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานในการยืนยันการใช้จ่ายหรือการบริจาคซึ่งช่วยให้ลดหย่อนภาษีได้ตามที่กำหนด โดยเอกสารที่จำเป็นมีดังนี้
รายได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษี คือเงินได้พึงประเมินที่ได้รับภายในปีภาษีนั้นๆ ก่อนนำไปหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน โดยครอบคลุมทั้งรายได้ประจำและรายได้เสริม
ตัวอย่างเช่น เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ค่าคอมมิสชัน ค่าล่วงเวลา (OT) รวมถึงรายได้จากฟรีแลนซ์ ค้าขาย ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือค่าเช่า ทั้งหมดต้องนำมารวมคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จากนั้นจึงนำไปหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน เพื่อคำนวณเป็นรายได้สุทธิ และใช้คำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันไดต่อไป
ค่าใช้จ่าย คือจำนวนเงินที่กฎหมายอนุญาตให้หักออกจากรายได้ก่อนคำนวณภาษี เช่น ค่าใช้จ่ายเหมาจ่ายของเงินเดือน หรือค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้ เพื่อให้เหลือฐานภาษีที่สะท้อนรายได้จริงมากขึ้น
ส่วนค่าลดหย่อนภาษี คือสิทธิ์ที่ช่วยลดรายได้สุทธิลงเพิ่มเติม เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว คู่สมรส บุตร ประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนลดหย่อนภาษี หรือดอกเบี้ยบ้าน
การใช้สิทธิ์ให้ครบถ้วนจะช่วยลดภาระภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเพิ่มโอกาสในการวางแผนการเงินระยะยาวได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือภาษีที่นายจ้างหรือผู้จ่ายเงินหักไว้ล่วงหน้าจากรายได้ของเรา เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าบริการ แล้วนำส่งกรมสรรพากรแทนผู้มีรายได้ เปรียบเสมือนการ “จ่ายภาษีบางส่วนล่วงหน้า” ส่วนภาษีที่ต้องจ่ายจริง คือจำนวนภาษีที่คำนวณได้หลังจากรวมรายได้ทั้งปี แล้วหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนครบถ้วนตามกฎหมาย
หากภาษีหัก ณ ที่จ่ายมากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริงจะได้รับเงินคืน แต่ถ้าหักไว้น้อยกว่าก็ต้องชำระเพิ่มตามส่วนต่างในช่วงยื่นแบบภาษี
การยื่นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาควรทำในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 31 มีนาคมของทุกปี สำหรับปีภาษีที่ผ่านมา (ปีที่มีรายได้) โดยจะต้องยื่นภาษีให้เสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับและดอกเบี้ย หากยื่นภาษีออนไลน์(e-Filing) จะมีเวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในบางกรณี โดยสามารถยื่นภาษีได้ตามช่องทางที่สะดวกที่สุด คือ
อ่านเพิ่มเติมสอนวิธียื่นภาษีออนไลน์ทุกขั้นตอนฉบับเข้าใจง่าย
การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถสรุปเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
ตัวอย่างวิธีคำนวณภาษีหลังลดหย่อน
ข้อมูลของนาย B
1) รวมรายได้ทั้งปี
300,000 + 100,000 + 200,000 = 600,000 บาท
2) หักค่าใช้จ่าย
เงินเดือนหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่าย 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
300,000 × 50% = 150,000 บาท แต่หักได้สูงสุด 100,000 บาท
3) หักค่าลดหย่อน
4) คำนวณรายได้สุทธิ
600,000 - 100,000 - 55,000 = 445,000 บาท
5) คำนวณภาษีตามขั้นบันได
รวมภาษีที่ต้องจ่าย = 22,000 บาท
จะเห็นว่า การใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีอย่างครบถ้วนช่วยลดฐานภาษีลงมาก และทำให้ภาษีที่ต้องจ่ายน้อยลง หากมีคู่สมรสหรือสิทธิ์ลดหย่อนอื่นเพิ่มเติมก็สามารถวางแผนเพื่อลดภาระภาษีได้อีก
สิทธิ์ลดหย่อนภาษี คือสิทธิ์ที่กฎหมายกำหนดให้ผู้เสียภาษีสามารถหักค่าใช้จ่ายบางรายการออกจากรายได้ เพื่อลดภาระภาษีที่ต้องชำระ มาดูกันว่าสามารถใช้สิทธิ์อะไรลดหย่อนภาษีได้บ้าง
ค่าลดหย่อนส่วนบุคคลที่ใช้ได้มีรายละเอียดดังนี้
ค่าลดหย่อนคู่สมรส คือสิทธิ์ที่ผู้มีเงินได้สามารถใช้ได้ในกรณีจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย และคู่สมรสไม่มีรายได้ตลอดปีภาษี โดยสามารถลดหย่อนภาษีได้ 60,000 บาทต่อปี เพื่อนำไปหักออกจากรายได้ก่อนคำนวณภาษี ทำให้รายได้สุทธิลดลง และภาษีที่ต้องจ่ายลดลงตามไปด้วย
ค่าลดหย่อนบุตร ใช้ได้กรณีบุตรอายุไม่เกิน 20 ปี หรือไม่เกิน 25 ปีหากกำลังศึกษาอยู่ โดยบุตรทั่วไปสามารถลดหย่อนได้ 30,000 บาทต่อคน และบุตรคนที่ 2 เป็นต้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 จะลดหย่อนได้ 60,000 บาทต่อคน ซึ่งช่วยให้รายได้สุทธิลดลงและภาษีที่ต้องจ่ายน้อยลงตามจำนวนบุตร
ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร คือสิทธิ์ลดหย่อนสำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร โดยสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 60,000 บาทต่อปีภาษี สิทธิ์นี้ช่วยให้รายได้สุทธิลดลงและลดภาษีที่ต้องจ่ายได้ โดยควรเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายไว้ให้ครบถ้วน
ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ คือสิทธิ์ลดหย่อนสำหรับผู้ที่ดูแลบิดามารดาของตัวเองหรือของคู่สมรส โดยพ่อแม่ต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีเงื่อนไขรายได้ตามที่กฎหมายกำหนด สามารถลดหย่อนภาษีได้คนละ 30,000 บาทต่อปี ซึ่งช่วยให้รายได้สุทธิลดลงและภาษีที่ต้องจ่ายน้อยลง
ค่าลดหย่อนผู้พิการหรือทุพพลภาพ คือสิทธิ์สำหรับผู้ที่ดูแลและอุปการะบุคคลพิการตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยต้องมีเอกสารรับรองความพิการอย่างถูกต้อง สามารถลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาทต่อปีภาษี ช่วยให้เงินได้สุทธิลดลง และภาระภาษีน้อยลงตามไปด้วย
ค่าลดหย่อนกลุ่มประกันภัยเป็นสิทธิ์ที่ช่วยลดภาษีได้หลายรายการ ได้แก่ ค่าเบี้ยประกันสุขภาพของตัวเองสามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 25,000 บาท ส่วนค่าเบี้ยประกันสุขภาพของบิดามารดาลดหย่อนได้ตามจริงสูงสุด 15,000 บาทต่อคน
สำหรับค่าเบี้ยประกันชีวิตและประกันสะสมทรัพย์ลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท แต่เมื่อนำเบี้ยประกันชีวิต ประกันสะสมทรัพย์ และประกันสุขภาพของตัวเองมารวมกันแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท และค่าเบี้ยประกันสังคมสามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุด 9,000 บาทต่อปี ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้เงินได้สุทธิลดลงและภาระภาษีน้อยลง
กลุ่มกองทุนและประกันเพื่อการเกษียณเป็นสิทธิ์ลดหย่อนที่ช่วยวางแผนระยะยาว โดยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (RMF) ลดหย่อนได้สูงสุด 500,000 บาท และต้องไม่เกิน 30% ของเงินได้ กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ลดหย่อนได้สูงสุด 200,000 บาท และไม่เกิน 30% ของเงินได้
ค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญลดหย่อนได้สูงสุด 200,000 บาท และไม่เกิน 15% ของเงินได้ กองทุนบำเหน็จข้าราชการลดหย่อนได้สูงสุด 500,000 บาท และไม่เกิน 30% ของเงินได้ และเงินสะสมกองทุนการออมแห่งชาติลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งสิทธิ์ทั้งหมดนี้เมื่อรวมกันแล้วต้องเป็นไปตามเพดานที่กฎหมายกำหนด และช่วยให้เงินได้สุทธิลดลง พร้อมสร้างเงินออมเพื่อวัยเกษียณไปในตัว
กองทุนเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG / ESGX) คือกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในบริษัทที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนระยะยาว ผู้ลงทุนสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้สูงสุด 300,000 บาท และต้องไม่เกิน 30% ของเงินได้ต่อปี ช่วยให้ลดภาษีไปพร้อมกับสนับสนุนธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน
เงินบริจาคทั่วไป คือเงินที่บริจาคให้กับหน่วยงานหรือองค์กรที่กฎหมายรับรอง เช่น องค์กรการกุศล หรือหน่วยงานสาธารณประโยชน์ สามารถลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิหลังหักค่าลดหย่อนอื่นแล้ว ซึ่งช่วยให้ลดภาระภาษีได้ พร้อมทำบุญช่วยสังคมไปในตัว
เงินบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์ คือเงินที่บริจาคเพื่อสนับสนุนด้านการศึกษา การกีฬา การพัฒนาสังคม หรือสถานพยาบาลของรัฐ ตามหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด สามารถนำยอดบริจาคมาหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง แต่เมื่อคำนวณรวมแล้วต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิหลังหักค่าลดหย่อนอื่น สิทธิ์นี้ช่วยให้ลดภาษีได้มากขึ้น พร้อมสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
เงินบริจาคให้พรรคการเมือง คือเงินที่ผู้มีเงินได้สนับสนุนพรรคการเมืองที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย สามารถนำมาลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อปีภาษี ช่วยให้ลดเงินได้สุทธิและลดภาษีที่ต้องจ่ายลงได้บางส่วน
กลุ่ม Easy E-Receipt เป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศในปี 2568 ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วน โดยซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อลดหย่อนภาษีได้ 20,000 บาท 30,000 บาท และรายการที่ไม่เข้าร่วม โดยจะมีรายการอะไรบ้าง ดูได้ตามรายละเอียดดังนี้
ดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย คือดอกเบี้ยที่จ่ายจากการกู้เงินเพื่อซื้อ สร้างหรือซื้อที่อยู่อาศัยกับสถาบันการเงินตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด สามารถนำดอกเบี้ยที่จ่ายจริงมาลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีภาษี ช่วยให้เงินได้สุทธิลดลงและภาระภาษีน้อยลง
มาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” เป็นสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่ท่องเที่ยวในประเทศ โดยสามารถนำค่าที่พักและค่าบริการร้านอาหารที่จดทะเบียน VAT มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท
หากท่องเที่ยวในเมืองหลัก จะหักลดหย่อนได้ 1 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง แต่ถ้าเป็นเมืองรองจะหักลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง ทำให้ได้วงเงินลดหย่อนมากขึ้น ทั้งนี้ต้องขอใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการยื่นภาษี
การวางแผนภาษีล่วงหน้า คือการเตรียมจัดการรายได้ ค่าใช้จ่าย และสิทธิ์ลดหย่อนต่างๆ ตั้งแต่ต้นปี แทนที่จะรอคำนวณตอนปลายปี เมื่อรู้ล่วงหน้าว่ามีสิทธิ์อะไรบ้าง จะสามารถจัดสรรเงินไปลงทุนประกันหรือกองทุนที่ช่วยลดหย่อนภาษีได้อย่างเหมาะสม ทำให้เงินที่หามาได้ไม่สูญเสียไปกับภาษีเกินความจำเป็น และยังช่วยสร้างเงินออมหรือความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวอีกด้วย
การวางแผนภาษีช่วยให้ผู้มีเงินได้สามารถจัดการรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากการเข้าใจว่ารายได้ทุกประเภทต้องนำมาคำนวณภาษี จากนั้นหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนภาษีตามสิทธิ์ เพื่อให้เหลือเป็นเงินได้สุทธิที่ใช้คำนวณภาษีจริง สิทธิ์ลดหย่อนมีหลายกลุ่ม เช่น ครอบครัว ประกัน กองทุนเพื่อเกษียณ เงินบริจาค และดอกเบี้ยบ้าน ซึ่งแต่ละประเภทมีเพดานและเงื่อนไขต่างกัน
การรู้จักใช้สิทธิ์ให้ครบจะช่วยลดภาระภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และหากวางแผนล่วงหน้า ทยอยลงทุน เก็บเอกสารครบถ้วน และติดตามมาตรการใหม่ๆ ทุกปี ก็จะทำให้เงินที่หามาได้ถูกใช้ประโยชน์สูงสุดทั้งด้านภาษีและการออมระยะยาว
ถ้าคุณกำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ ที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายในชีวิต อย่าลืมหางานผ่าน Jobsdb แพลตฟอร์มหางานที่รวบรวมตำแหน่งงานหลากหลายสาขา เพื่อเพิ่มโอกาสเติบโตทั้งในด้านรายได้และความก้าวหน้าในอาชีพ
ต้องนำมาคำนวณภาษีด้วย เพราะรายได้ทุกประเภทที่เกิดขึ้นในปีภาษีต้องรวมคำนวณทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นงานประจำ ฟรีแลนซ์ ค่าคอมมิสชัน หรือขายของออนไลน์ หากมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้วก็ยังต้องนำรายได้นั้นมายื่นรวมเพื่อคำนวณภาษีสุทธิให้ถูกต้อง
สามารถขอคืนได้ หากคำนวณแล้วพบว่าภาษีที่ถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ระบบจะคืนส่วนต่างให้หลังยื่นแบบภาษีเสร็จสิ้น ดังนั้น ควรกรอกข้อมูลรายได้และเครดิตภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้ครบถ้วน
หากกรอกข้อมูลผิดหรือใช้สิทธิ์เกินจริง อาจถูกเรียกตรวจสอบและต้องชำระภาษีเพิ่ม พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ในบางกรณีสามารถยื่นแบบเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขได้ จึงควรตรวจสอบตัวเลขและเพดานสิทธิ์ให้รอบคอบก่อนส่งแบบ
สามารถยื่นได้ แต่ควรใช้เฉพาะรายการที่มีหลักฐานครบถ้วน เพราะหากถูกตรวจสอบภายหลังต้องแสดงเอกสารยืนยัน การไม่มีหลักฐานอาจทำให้สิทธิ์ลดหย่อนถูกตัดออกและต้องจ่ายภาษีเพิ่ม
ควรเริ่มเก็บเอกสารตั้งแต่ต้นปี เช่น ใบกำกับภาษี หนังสือรับรองการหักภาษี และเอกสารประกันต่างๆ จะช่วยให้ยื่นภาษีได้รวดเร็วและไม่พลาดสิทธิ์สำคัญเมื่อถึงช่วงยื่นแบบ
โดยทั่วไป การยื่นภาษีออนไลน์จะได้รับเงินคืนเร็วกว่า เพราะระบบประมวลผลอัตโนมัติและโอนเงินเข้าบัญชีโดยตรง ขณะที่การยื่นแบบกระดาษอาจใช้เวลาตรวจสอบนานกว่า
ควรมีหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ถ้ามี)สรุปรายรับทั้งปี ใบเสร็จหรือหลักฐานรายได้ และเอกสารค่าลดหย่อนต่างๆ การจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้คำนวณภาษีได้ถูกต้องและลดความผิดพลาด