Leveraged Growth : การเติบโตแบบเหนี่ยวนำไร้ขอบเขต

          เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ เอาท์ซอร์สซิ่ง หรือการจัดจ้างภายนอก ซึ่งหมายถึง การที่กิจการหนี่งพยายามที่จะมุ่งเน้นการดำเนินงานไปที่กิจกรรมหลักที่จะสร้างมูลค่า (Value-adding services) และมีความสำคัญกับหน่วยงานของตนเองจริงๆ เท่านั้น และจะทำการว่าจ้างกิจการอื่นๆ ให้ทำการบริการหรือผลิตวัตถุดิบในส่วนที่คิดว่าไม่ใช่กิจกรรมหลักของตน ซึ่งแนวคิดนี้เป็นการให้ความสนใจกับทัพยากรทั้งหมดที่เป็นกิจกรรมหลักที่สร้างคุณค่าให้กับองค์กรและลูกค้าของตนเท่านั้น สำหรับกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่สำคัญมากนักก็จะให้ผู้อื่นที่มีความสามารถในด้านนี้มาทำแทน

          กิจกรรมที่มักได้รับความนิยมในการทำเอาท์ซอร์สซิ่ง เช่น การดูแลรักษาความปลอดภัย การจัดการและบำรุงรักษาระบบคอมพิวเตอร์ของสำนักงาน เป็นต้น โดยปัจจุบันแม้แต่กิจกรรมด้านการตลาด ส่งเสริมการขาย บริการลูกค้า รวมถึงการวิจัยและพัฒนาก็เริ่มมีการใช้เอาท์ซอร์สกันอย่างแพร่หลาย เพื่อสร้างการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยที่กิจการไม่ต้องลงทุนทางด้านทรัพย์สินทั้งหมดด้วยตนเอง

การเติบโตธุรกิจ          แต่ในปัจจุบันมีการใช้แนวคิดที่เกินกว่าเอาท์ซอร์สซิ่ง คือ “Leveraged Growth” หรือการเติบโตธุรกิจแบบเหนี่ยวนำ โดยใช้ทรัพยากรความเชี่ยวชาญ และช่องทางการตลาดของกิจการอื่น ซึ่งจะคล้ายกับการใช้เอาท์ซอร์สซิ่ง แต่ กลยุทธ์ Leveraged Growth นั้นเป็น เป็นเหมือนการจ้างจากภายนอกขนาดใหญ่ นั่นคือ องค์กรหนึ่งจะมีผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้รับเอาท์ซอร์สมากมาย โดยที่ผู้รับเอาท์ซอร์สเหล่านี้ จะมีหน้าที่ดูแลหน้าที่งานต่างๆ แทนองค์กรของเราในหลากหลายด้าน เช่น การออกแบบ การสำรวจตลาด การส่งเสริมการขาย การวิจัยและพัฒนา การผลิต การจัดการสินค้าคงคลังและการขนส่ง รวมถึงการบริการด้านธุรการต่างๆ อีกหลายด้าน ซึ่งการทำเช่นนี้ทำให้เหมือนว่า กิจการสามารถเพิ่มของเขตในการผลิตและดำเนินงาน รวมถึงการเจริญเติบโตยอดขาย โดยที่ตนเองไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมเองทั้งหมด ซึ่งทำให้ประหยัดทั้งเวลาและต้นทุนในการขยายกิจการ

          กลยุทธ์นี้จึงเป็นเทคนิคในการบริหารรูปแบบใหม่ที่จะสามารถช่วยในการเติบโตของธุรกิจในแถบบ้านเรา โดยเฉพาะ SMEs เนื่องจากส่วนใหญ่จะขาดทักษะการดำเนินงานในรูปแบบต่างๆ รวมถึงขาดแคลนทรัพย์สินโดยเฉพาะเงินลงทุน ดังนั้นเมื่อธุรกิจขนาดย่อมดังกล่าว ต้องการขยายของเขตการดำเนินงานโดยใช้กลยุทธ์นี้ ทำให้ตนเองไม่จำเป็นต้องหาแหล่งเงินทุนมาลงทุนเองทั้งหมด แต่ใช้การติดต่อสร้างความสัมพันธ์กับองค์กรอื่นๆ เพื่อให้รับเอาท์ซอร์สกิจกรรมต่างๆ ไปโดยที่ตนเองทำหน้าที่ในการวางแผนประสานงาน ติดต่อสื่อสาร ควบคุมการดำเนินงานทั้งหมดให้อยู่ในขอบเขตที่กำหนด ก็สามารถจะเติมโตได้อย่างรวดเร็ว

          อย่างไรก็ตาม การใช้กลยุทธ์การเติมโตแบบเหนี่ยวนำนี้ ก็มีความเสี่ยงมากพอควรที่ต้องคำนึงถึง เริ่มจากการพึ่งพาผู้รับเอาท์ซอร์สอย่างมาก หากไม่สามารถสร้างความผู้พันหรือภักดีต่อกันได้ ก็จะทำให้เกิดปัญหาในอนาคต จึงมักจะมีการทำเป็นลักษณะพันธมิตรที่มาถือหุ้นลงทุนร่วมกันควบคู่ไปด้วย รวมถึงต้องคำนึงถึงความเสี่ยงเรื่องของการควบคุมคุณภาพ และที่สำคัญที่สุดคือ การประสานงานให้ทุกกิจการที่เกี่ยวข้องสามารถเดินไปได้อย่างสอดคล้องกัน และสร้างสมดุลของผลตอบแทนต่างๆ ร่วมกันระหว่างเราและผู้รับเอาท์ซอร์สทั้งหมดด้วย