งานแรกที่คุณทำหรือการเริ่มงานใหม่ในสายงานที่ไม่คุ้นเคยเป็นเรื่องยากเสมอ ผู้ว่าจ้างมักอยากได้คนมีประสบการณ์แล้ว แต่ผู้สมัครก็ต้องการโอกาสในการทำงานเพื่อที่จะมีประสบการณ์ ถ้าอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ คุณควรทำอย่างไร
สิ่งที่เราอยากบอกคุณก็คือต่อให้ไม่มีประสบการณ์ คุณก็สามารถนำเสนอตัวเองให้ผู้ว่าจ้างประทับใจได้อยู่ดี การโฟกัสไปที่ทัศนคติ, การประยุกต์ใช้ทักษะที่คุณมี และการเตรียมพร้อมมาอย่างดี จะให้ผู้ว่าจ้างเห็นศักยภาพในตัวคุณพร้อมกับทัศนคติที่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ
วราวุธ ธำรงรัตน์ ผู้กำกับจาก SoGood House Post-Production อธิบายว่าในความเป็นจริงแล้ว ทัศนคติสำคัญกว่าประสบการณ์ด้วยซ้ำ "สิ่งสำคัญคือการดูว่าคนๆ สามารถสอนงานได้ไหมหรือมีความตั้งใจที่จะเรียนรู้แค่ไหน"
ผู้ว่าจ้างมักมองหาผู้สมัครที่กระหายในการเรียนรู้, มีวินัยการทำงาน และมีมนุษยสัมพันธ์ดี ในการแสดงทัศนคติคุณไม่ควรแค่พูดลอยๆ ว่าคุณเป็นคนอย่างไร แต่คุณต้องยกตัวอย่างมาประกอบด้วย ตัวอย่างเช่น คุณยกตัวอย่างความสำเร็จที่เคยได้รับ และแสดงให้เห็นว่าความสำเร็จนั้นมาจากความมุ่งมั่น, ทัศนคติเชิงบวก และการทำงานเป็นทีม
ฐิรญาดา จันทพล ผู้จัดการฝ่ายบุคคล เสริมไปว่างานบางแหน่งเหมาะกับคนที่มีอุปนิสัยบางอย่าง "ถ้าคุณชอบคิดเลขหรือทำบัญชี งานด้านการเงินน่าจะเหมาะกับคุณ แต่ถ้าคุณมีความสุขกับการพบปะผู้คน งานด้านบริการอาจเหมาะกับคุณ ถ้าเป็นงานขาย ก็จะเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่ชอบความท้าทายและต้องการเป็นผู้ชนะ" การระบุอุปนิสัยที่เป็นประโยชน์ต่องานที่คุณสมัครลงไปในเรซูเม่จะช่วยให้เรซูเม่ของคุณน่าสนใจมากขึ้น
ฐิรญาดาให้ความสำคัญกับการระบุทักษะที่คุณสามารถนำมาใช้กับงานที่สมัครลงไปในเรซูเม่ "ทักษะบางอย่าง เช่น การมีเซอร์วิสมายนด์, ความสามารถในการรับมือกับลูกค้าเจ้าปัญหา, ความยืดหยุ่นที่สามารถทำงานได้หลากหลาย หรือทักษะอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อตำแหน่งงานนั้น" ผู้ว่าจ้างมักให้ความสำคัญกับผู้สมัครที่มีทักษะตรงกับตำแหน่งงานที่เปิดรับ มากกว่ามองหาผู้สมัครที่มีประสบการณ์ตรงในตำแหน่งดังกล่าว ตัวอย่างเช่น คนที่เคยทำงานเป็นเชฟ สามารถผันตัวมาทำงานสายไอทีได้ดีเพราะมีทักษะการจัดลำดับความสำคัญของงาน, ทักษะทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน (multitasking) และสามารถสร้างผลงานได้ทันเดดไลน์เป็นต้น อีกตัวอย่างหนึ่งคือคนที่เคยทำงานเซลส์สามารถทำงานด้านบริการได้ดีเช่น customer service ได้ดีเช่นกัน เพราะสองสายงานดังกล่าวอาศัยทักษะการสื่อสารที่ดี
นอกจากนี้ เวลาที่คุณพูดถึงทักษะที่จะนำมาประยุกต์ใช้ คุณจะต้องยกตัวอย่างตอนที่คุณใช้ทักษะดังกล่าวในการทำงานของคุณด้วย เพื่อให้ผู้ว่าจ้างเห็นว่าคุณมีทักษะที่ว่าอย่างแท้จริง
ฐิรญาดาให้ความเห็นว่าคุณไม่ควรแค่ส่งใบสมัครและรอการเรียกสัมภาษณ์ ถ้าเป็นไปได้คุณควรติดต่อไปยังผู้ว่าจ้างอย่างสุภาพ แต่จงเข้าหาอย่างระมัดระวัง คุณควรเข้าหาอย่างสุภาพและไม่ไปจี้อีกฝ่ายจนเกินไป คุณควรทำตามกติกาที่เขียนบอกไว้ในประกาศรับสมัครงานอย่างเคร่งครัด เช่น ถ้าในประกาศเขียนว่า "อย่าโทรติดต่อ" คุณก็ไม่ควรโทร แต่ควรหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทนั้นทางออนไลน์เพื่อแสดงความรู้ดังกล่าวในตอนสัมภาษณ์งาน การทำเช่นนั้นจะแสดงให้ผู้ว่าจ้างเห็นว่าคุณมีความคิดริเริ่มและเตรียมตัวอย่างดี โดยที่คุณยังเคารพวัฒนธรรมขององค์กรและผู้ว่าจ้าง
แน่นอนว่าคุณต้องเขียนข้อมูลสั้นๆ เกี่ยวกับตัวคุณลงในเรซูเม่อยู่แล้ว แต่คุณควรเตรียมบทพูดเพื่อนำเสนอตัวเองด้วยเช่นกัน เป็นบทพูดสั้นๆ ประมาณ 60 วินาทีที่นำเสนอว่าคุณเป็นใครและต้องการอะไรอย่างชัดเจน
ฐิรญดาแนะนำให้คุณซ้อมบทพูดดังกล่าวจนชำนาญ ถ้าคุณสามารถนำเสนอตัวเองได้อย่างน่าประทับใจ จะทำให้คุณเป็นแคนดิเดตลำดับต้นๆ ที่ผู้ว่าจ้างจับตามอง
ฐิรญาดายังให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมว่าคุณควรใส่ข้อมูลเรื่องประวัติการฝึกงานและการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับงานที่คุณสมัครลงไปในเรซูเม่ "ถ้าคุณมีประสบการณ์ฝึกงาน คุณควรใส่ชื่อบริษัท และบอกเล่าเกี่ยวกับหน้าที่ที่คุณรับผิดชอบ และบอกว่าคุณได้ฝึกงานเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ผู้ว่าจ้างเห็นว่าคุณเป็นใครและมีศักยภาพอย่างไร โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ทำงานนั้นอย่างจริงจัง"
ประวัติการศึกษา, การฝึกอบรม และงานอื่นๆ ที่คุณเคยทำยังช่วยให้ผู้ว่าจ้างให้เห็นถึงความทุ่มเทและความสามารถของคุณ ใช้ข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ในการสมัครงาน เพื่อให้ผู้ว่าจ้างเห็นว่าคุณจริงจังกับสายงานนี้
คุณอาจรู้สึกไม่มั่นใจเวลาที่สมัครงานที่คุณไม่มีประสบการณ์มาก่อน การสมัครงานที่คุณไม่เคยทำมาก่อนจำเป็นต้องใช้วิธีสมัครอีกแบบหนึ่ง นั่นคือการให้ความสำคัญกับทัศนคติ, ทักษะที่นำมาประยุกต์ใช้, ประสบการณ์การฝึกงานและการศึกษา รวมถึงการนำเสนอตัวเองอย่างสั้นกระชับ
การนำเสนอตัวเองว่าเป็นคนใฝ่เรียนรู้, มุ่งมั่นทุ่มเท และมีศักยภาพ จะทำให้ผู้ว่าจ้างเห็นว่าคุณพร้อมที่จะเรียนรู้และเติบโต แม้ว่าคุณไม่มีประสบการณ์มาก่อน