Key Takeaway
- ยื่นภาษีได้ถึงเมื่อไร? ยื่นแบบกระดาษได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 และยื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ได้ถึงวันที่ 8 เมษายน 2569
- คนที่ต้องยื่นภาษี ได้แก่ ผู้มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ทั้งพนักงานเงินเดือน ฟรีแลนซ์ เจ้าของกิจการ หรือผู้มีรายได้จากการลงทุนและทรัพย์สินให้เช่า
- วิธียื่นภาษีทำได้ 2 แบบ คือยื่นออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร (ระบบ Digital MyTax) หรือยื่นแบบกระดาษที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ทั่วประเทศ
การยื่นภาษี 2568 เป็นเรื่องที่คนมีรายได้ทุกคนควรเตรียมตัวให้พร้อม แค่รวบรวมเอกสารรายได้และค่าลดหย่อนต่างๆ ให้ครบ แล้วตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนยื่นแบบ ก็จะช่วยให้ยื่นภาษีได้ง่าย ไม่ผิดพลาด และมีโอกาสได้เงินคืนเร็วขึ้นด้วย มาดูกันว่าใครบ้างที่ต้องยื่นภาษี มีรายได้ประเภทไหนที่ต้องนำมาคำนวณ และค่าลดหย่อนภาษีมีอะไรบ้าง เพื่อเตรียมตัวให้ครบก่อนถึงกำหนดยื่นแบบ
ยื่นภาษี 2568 ได้ถึงวันไหน
กรมสรรพากรเปิดให้ผู้เสียภาษียื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2568 ผ่านระบบ D-MyTax (Digital MyTax) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ยื่นภาษี 2568 ออนไลน์ได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 8 เมษายน 2569 สำหรับผู้ที่ต้องการยื่นแบบกระดาษ สามารถยื่นได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569
ใครบ้างที่ต้องยื่นภาษี 2568
กรณีโสด
- พนักงานเงินเดือน รายได้ตั้งแต่ 120,000 บาท ต่อปีขึ้นไป
- ผู้มีรายได้อื่นๆ รายได้ตั้งแต่ 60,000 บาท ต่อปีขึ้นไป
กรณีสมรส
- พนักงานเงินเดือน รายได้ตั้งแต่ 220,000 บาท ต่อปีขึ้นไป
- ผู้มีรายได้อื่นๆ รายได้ตั้งแต่ 120,000 บาท ต่อปีขึ้นไป
รายได้แบบไหนต้องนำมายื่นภาษี
เงินได้พึงประเมิน คือรายได้ที่กฎหมายกำหนดให้นำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งแบ่งออกเป็น 8 ประเภทหลัก ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ได้แก่
- เงินได้ประเภท 1 เงินเดือนและค่าจ้างประจำ เช่น เงินเดือน โบนัส บำเหน็จ บำนาญ หรือค่าจ้างจากนายจ้าง
- เงินได้ประเภท 2 รายได้จากการรับจ้างทั่วไปหรืออาชีพอิสระ เช่น ค่าบริการ ค่านายหน้า ฟรีแลนซ์ นักแปล นักเขียน นักออกแบบ
- เงินได้ประเภท 3 ค่าลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ค่าลิขสิทธิ์เพลง หนังสือ สูตรทางธุรกิจ หรือค่าความนิยม (Goodwill)
- เงินได้ประเภท 4 ดอกเบี้ย เงินปันผล และผลตอบแทนจากการลงทุน เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินปันผลจากหุ้นหรือกองทุน
- เงินได้ประเภท 5 ค่าเช่าทรัพย์สิน เช่น ค่าเช่าบ้าน คอนโด ที่ดิน หรือทรัพย์สินอื่น
- เงินได้ประเภท 6 ค่าวิชาชีพอิสระ เช่น แพทย์ ทนายความ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี
- เงินได้ประเภท 7 รายได้จากการรับเหมา เช่น รับเหมาก่อสร้าง หรือรับจ้างทำของที่รวมค่าแรงและค่าวัสดุ
- เงินได้ประเภท 8 รายได้จากธุรกิจ การค้า หรือกิจการอื่นๆ เช่น ทำธุรกิจส่วนตัว ขายของออนไลน์ เกษตรกรรม
เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนยื่นภาษี
ก่อนยื่นภาษี 2568 ควรเตรียมเอกสารให้ครบเพื่อให้กรอกข้อมูลได้ถูกต้องและรวดเร็ว พร้อมทั้งตรวจสอบการยื่นภาษี 2568 ว่าข้อมูลรายได้และสิทธิ์ลดหย่อนถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ เอกสารที่ควรมีแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
1. หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ)
- สำหรับพนักงานเงินเดือน นายจ้างจะออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ในช่วงต้นปี
- สำหรับฟรีแลนซ์หรือผู้ให้บริการ ต้องติดต่อขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้ว่าจ้างแต่ละรายเพื่อนำมาใช้ยื่นภาษี
2. เอกสารที่มาของรายได้
- สรุปรายรับ - รายจ่าย หรือรายงานรายได้จากธุรกิจส่วนตัว
- หนังสือรับรองการจ่ายเงินปันผลจากหุ้นหรือกองทุน
- หลักฐานแสดงรายได้จากค่าเช่า วิชาชีพอิสระ หรือรายได้ประเภทอื่นๆ
3. เอกสารที่เป็นค่าลดหย่อนภาษี
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว และค่าลดหย่อนคู่สมรส
- ค่าลดหย่อนเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนการออมแห่งชาติ
- ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต และเบี้ยประกันสุขภาพ
- ค่าลดหย่อนเงินบริจาค เช่น บริจาคเพื่อการศึกษา หรือสนับสนุนพรรคการเมือง
ค่าลดหย่อนภาษีที่มือใหม่ควรรู้
ค่าลดหย่อนภาษีเป็นสิทธิ์ที่ช่วยลดภาระภาษีที่ต้องจ่ายได้ หากมีหลักฐานครบสามารถนำมาหักลดหย่อนได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยค่าลดหย่อนที่ใช้ได้ มีดังนี้
1. ค่าลดหย่อนภาษีภาระส่วนตัวและครอบครัว
- หนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา (ล.ย.03) ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท (รวมบิดามารดาของคู่สมรส) โดยต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี
- หนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ (ล.ย.04) และหนังสือรับรองการเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูคนทุพพลภาพ (ล.ย.04-1) ลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท โดยผู้ถูกอุปการะต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี
- ค่าลดหย่อนคู่สมรส กรณีจดทะเบียนสมรส (กรณีใช้สิทธิ์ลดหย่อนคู่สมรส) และคู่สมรสไม่มีรายได้ ลดหย่อนได้ 60,000 บาท
- ค่าลดหย่อนบุตร ต้องใช้เอกสารรับรองบุตร เช่น สูติบัตร หรือทะเบียนบ้าน เพื่อนำไปยื่น
- บุตรตามกฎหมาย ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท
- บุตรที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป ลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท (ไม่จำกัดจำนวน)
- บุตรบุญธรรม ลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท รวมกันไม่เกิน 3 คน
- ใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จรับเงิน หรือหลักฐานการจ่ายค่าฝากครรภ์และค่าคลอดบุตรจากสถานพยาบาล สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานเพื่อลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 60,000 บาทต่อปี
2. ค่าลดหย่อนภาษีส่วนประกัน
- เงินสมทบประกันสังคม ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 9,000 บาท
- เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 200,000 บาท และหากไม่ได้ใช้สิทธิ์ประกันชีวิตแบบทั่วไป สามารถใช้สิทธิ์เพิ่มได้อีก รวมลดหย่อนได้สูงสุด 300,000 บาท (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)
- เบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันสุขภาพ ต้องแจ้งความประสงค์ใช้สิทธิ์ลดหย่อนกับตัวแทนหรือบริษัทประกัน เพื่อให้บริษัทนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 100,000 บาท โดยกรมธรรม์ต้องมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
- เบี้ยประกันสุขภาพของบิดามารดา ก็ไม่ต้องยื่นเอกสารเช่นกัน แต่ต้องแจ้งความประสงค์ใช้สิทธิ์กับบริษัทประกันล่วงหน้าเช่นเดียวกัน ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 15,000 บาท โดยบิดามารดาต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี (ไม่จำกัดอายุ 60 ปีขึ้นไป)
3. ค่าลดหย่อนภาษีส่วนการออมและลงทุน
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และเมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่นๆ แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ (กบข.) ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และเมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่นๆ แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 30,000 บาท และเมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่นๆ แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 30% ของเงินได้ทั้งปี และเมื่อรวมกับกองทุนเพื่อการเกษียณอื่นๆ แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 30% ของเงินได้ และสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท โดยต้องถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี (นับแบบวันชนวัน)
- เงินลงทุนในธุรกิจ Social Enterprise (วิสาหกิจเพื่อสังคม) ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
4. ค่าลดหย่อนภาษีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจ
- กู้ซื้อบ้านหรือคอนโด ควรขอหนังสือรับรองการชำระดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยจากธนาคาร เพื่อนำมาใช้ลดหย่อนภาษี ได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
- สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ที่มีชื่อผู้ยื่นภาษีเป็นผู้ถือหุ้น ณ วันที่จดทะเบียนจัดตั้งหรือเพิ่มทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยสามารถขอเอกสารได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- เงินลงทุนในธุรกิจวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) สำหรับเงินลงทุนตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด สามารถนำมาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 100,000 บาท
- Easy E-Receipt 2.0 ควรเก็บหลักฐาน e-Tax Invoice และ e-Receipt ไว้ ลดหย่อนได้รวมสูงสุด 50,000 บาท โดยแบ่งเป็นวงเงิน 30,000 บาท สำหรับซื้อสินค้าหรือบริการทั่วไป และวงเงิน 20,000 บาท สำหรับสินค้า OTOP และสินค้าหรือบริการจากวิสาหกิจชุมชนหรือวิสาหกิจเพื่อสังคม
5. ค่าลดหย่อนภาษีส่วนบริจาค
- หากบริจาคผ่านระบบ e-Donation ไม่ต้องเตรียมเอกสารเพิ่มเติม เนื่องจากกรมสรรพากร สามารถตรวจสอบข้อมูลการบริจาคในระบบได้โดยตรง
- เงินบริจาคทั่วไป ควรมีใบอนุโมทนาบุญหรือใบเสร็จรับเงิน ที่ระบุชื่อ - นามสกุล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้บริจาคชัดเจน ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิ (หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ แล้ว)
- เงินบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬา การพัฒนาสังคม ประโยชน์สาธารณะ และสถานพยาบาลของรัฐ สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาคจริง แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิหลังหักค่าลดหย่อนอื่น
- เงินบริจาคให้พรรคการเมือง ต้องมีใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานอื่นที่ยืนยันการบริจาค เช่น หลักฐานการโอนเงิน หรือเอกสารการโอนทรัพย์สินให้แก่พรรคการเมือง ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาทต่อปี
ขั้นตอนการยื่นภาษี 2568 แบบ step by step
- เข้าเว็บไซต์ www.rd.go.th ของกรมสรรพากร แล้วเลือกเมนู Digital My Tax (One Portal)
- เข้าสู่ระบบด้วย RD ID โดยกรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน หรือเข้าสู่ระบบผ่าน National Digital ID (NDID) แอป ThaID หรือแอปเป๋าตัง
- เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว ระบบจะพาไปที่หน้า My Tax Account (e-Filing) ให้ตรวจสอบข้อมูลผู้เสียภาษีให้ถูกต้อง
- เลือกเมนู “ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91” และกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน
- ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง จากนั้นกดยืนยันการยื่นแบบ และบันทึกหรือดาวน์โหลดใบเสร็จยืนยันการยื่นภาษีเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ยื่นภาษีไม่ทัน รับมืออย่างไร?
หากยื่นภาษีไม่ทัน ควรรีบยื่นโดยเร็วเพื่อลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม พร้อมเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน โดยเอกสารที่ควรเตรียม มีดังนี้
- เตรียมแบบฟอร์ม ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ให้ตรงกับประเภทเงินได้
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)
- เอกสารประกอบค่าลดหย่อน เช่น หนังสือรับรองเบี้ยประกันชีวิต หรือหนังสือรับรองเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
- เอกสารยืนยันสิทธิ์ลดหย่อนบิดามารดา (แบบ ล.ย.03)
- เตรียมเงินสำหรับชำระภาษีค้าง รวมถึงเบี้ยปรับและเงินเพิ่มกรณียื่นล่าช้า
ข้อควรระวังหากยื่นภาษีไม่ทัน
หากยื่นภาษีไม่ทันตามกำหนด อาจมีบทลงโทษตามกฎหมายภาษีอากร โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. ค่าปรับอาญา
- ยื่นล่าช้าไม่เกิน 7 วัน ปรับ 100 บาท
- ยื่นล่าช้าเกิน 7 วัน ปรับ 200 บาท
- ค่าปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท
- กรณีจงใจไม่ยื่นแบบเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
- ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ
2. เงินเพิ่ม
- เสียเงินเพิ่มในอัตรา 1.5% ต่อเดือน ของภาษีที่ต้องชำระ
- คำนวณตั้งแต่วันพ้นกำหนดยื่นแบบจนถึงวันที่ชำระเสร็จ
- เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน
3. เบี้ยปรับ
- กรณีเจ้าพนักงานตรวจพบว่าไม่ยื่นแบบ ชำระภาษีขาดหรือต่ำกว่าความเป็นจริง
- ต้องเสียเบี้ยปรับ 1 - 2 เท่า ของภาษีที่ต้องชำระ แล้วแต่กรณี
4. โทษทางอาญา
- กรณีจงใจแจ้งข้อมูลเท็จ หรือแสดงหลักฐานเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
- มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 - 200,000 บาท
สรุป
การยื่นภาษี 2568 เป็นหน้าที่ของผู้มีรายได้ที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย โดยต้องตรวจสอบประเภทเงินได้และเลือกยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ให้ถูกต้อง พร้อมเตรียมเอกสารรายได้และค่าลดหย่อน เช่น ประกันชีวิต กองทุน ดอกเบี้ยบ้าน และเงินบริจาค เพื่อช่วยลดภาระภาษีและเพิ่มโอกาสได้เงินคืน ควรยื่นภายในกำหนดเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับและเงินเพิ่ม
สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสงานใหม่หรืออยากเพิ่มรายได้ให้มั่นคงขึ้น สามารถเข้าไปค้นหาตำแหน่งงานที่เหมาะกับคุณได้ที่ Jobsdb แพลตฟอร์มหางานยอดนิยม ที่ช่วยให้คุณวางแผนเส้นทางอาชีพและรายได้ในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยื่นภาษี 2568 (FAQ)
ส่วนนี้รวบรวมคำถามยอดฮิตที่ผู้ยื่นภาษีสงสัย ใครต้องยื่น ใช้เอกสารอะไร หรือทำอย่างไรเมื่อยื่นผิด มาเข้าใจขั้นตอนและเตรียมตัวได้ถูกต้องมากขึ้น
ถ้ายื่นภาษีไม่ทัน แต่ไม่มีภาษีต้องจ่าย ยังต้องยื่นไหม?
ควรยื่นแบบให้เรียบร้อย แม้จะไม่มีภาษีต้องชำระก็ตาม เพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ที่มีรายได้เข้าเกณฑ์ต้องยื่น หากไม่ยื่นอาจมีค่าปรับเล็กน้อยฐานไม่ยื่นแบบ และอาจกระทบประวัติทางภาษีในอนาคตได้ การรีบยื่นย้อนหลังจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องบทลงโทษ
ยื่นภาษีไม่ทัน สามารถยื่นออนไลน์ได้ไหม?
สามารถยื่นย้อนหลังผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรได้ตามปกติ โดยเข้าสู่ระบบและดำเนินการยื่นแบบเหมือนขั้นตอนทั่วไป หากมีภาษีค้างชำระ ระบบจะคำนวณเงินเพิ่มให้อัตโนมัติ ควรรีบดำเนินการโดยเร็วเพื่อลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ยื่นภาษีล่าช้า มีผลกระทบอะไรในอนาคตไหม?
การยื่นล่าช้าอาจมีค่าปรับ เงินเพิ่ม หรือเบี้ยปรับตามกรณี นอกจากนี้ ถ้ามีประวัติยื่นล่าช้าบ่อยครั้ง อาจถูกตรวจสอบข้อมูลภาษีละเอียดขึ้นในอนาคต และอาจกระทบความน่าเชื่อถือทางการเงิน เช่น เมื่อต้องขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ดังนั้น ควรรักษาวินัยในการยื่นภาษีให้ตรงเวลา