เมื่อการสัมภาษณ์งานดำเนินไปจนถึงช่วงท้าย ผู้สัมภาษณ์มักจะถามผู้สมัครว่าพวกเขามีคำถามเกี่ยวกับตำแหน่งงานหรือองค์กรที่รับสมัครงานหรือไม่ การเตรียมคำถามที่จะถามในช่วงท้าย นั้นสำคัญไม่น้อยกว่าการเตรียมตัวตอบคำถามสัมภาษณ์งาน คำถามเหล่านี้จะช่วยให้คุณได้แสดงวิธีคิดและทำให้ผู้ว่าจ้างรู้สึกว่าคุณสนใจงานนี้อย่างแท้จริง
คำถามที่คุณถามจะแสดงถึงความสงสัยใคร่รู้ ความมีส่วนร่วม และความต้องการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรณ์ที่คุณไปสมัครงานด้วย และยังทำให้คุณเห็นภาพคร่าวๆ ว่าการทำงานในบริษัทนั้นเป็นอย่างไร สิ่งที่ควรระวังคือ คุณควรหลีกเลี่ยงคำถามที่สามารถตอบได้ด้วยการไปดูข้อมูลที่เว็บไซต์ของบริษัทหรือดูข้อมูลจากข่าวต่างๆ
สำหรับคำถามที่คุณควรถามในการสัมภาษณ์งาน เราได้พูดคุยกับคุณฐิรญาดา จันทพล ผู้จัดการฝ่ายบุคคลที่มีประสบการณ์ในการสัมภาษณ์แคนดิเดตมาอย่างยาวนาน และคุณวราวุธ ธำรงรัตน์ ผู้กำกับจาก SoGood House Post-Production ผู้มีประสบการณ์บริหารธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมามากมาย ทั้งสองคนได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการถามคำถามของผู้สมัคร ที่ทั้งสุภาพ, ถ่อมตน และมีประสิทธิภาพ
แทนที่จะถามผู้สัมภาษณ์งานให้ "ขยายความเรื่องแผนการเติบโต" หรือ "อธิบายวิทัศน์องค์กรให้ฟังเพิ่มเติม" คุณควรถามคำถามที่ต่อยอดจากการการสัมภาษณ์งาน วราวุธให้ความเห็นว่าการสัมภาษณ์งานที่ดีควรเป็นเหมือนการสนทนาที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่การถามอยู่ฝ่ายเดียว "ผู้สมัครควรมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบ และถามคำถามที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาตั้งใจฟังและสนใจในตำแหน่งและธุรกิจนี้"
ฐิรญาดาได้กล่าวเสริมไปว่า คำถามที่ดีที่สุดควรเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ได้พูดคุยกันในระหว่างการสัมภาษณ์ "คำถามจะช่วยแสดงให้ผู้ว่าจ้างเห็นว่าผู้สมัครสนใจรายละเอียดและเห็นความสำคัญของงานนี้"
ผู้เชี่ยวชาญของเราทั้งสองคนเห็นตรงกันว่าคำถามนี้ต้องถามอย่างระมัดระวัง เพราะอาจเป็นการจี้ใจดำผู้ว่าจ้างหรือแตะต้องเรื่องที่อ่อนไหวในองค์กรนั้น แม้ว่าคำตอบที่ได้อาจทำให้คุณเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงบุคลากรหรือการเติบโตของบริษัท แต่ผู้ว่าจ้างอาจรู้สึกถูกรุกล้ำความเป็นส่วนตัว เราขอแนะนำให้คุณถามคำถามที่แสดงออกว่าคุณสนใจในตำแหน่งงานนี้และทิศทางของบริษัทในอนาคต แทนที่จะถามเรื่องภายในองค์กร
นี่คือคำถามที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ฐิรญาดาให้ความเห็นว่าคำถามนี้จะช่วยให้ผู้สมัครเข้าใจถึงอนาคตของพวกเขาในระยะยาวในองค์กร และสิ่งที่พวกเขาต้องทำในอนาคต
นอกจากนี้ คำถามนี้ยังช่วยให้เราตรวจสอบว่าทิศทางของบริษัทตรงกับเป้าหมายของเราเองหรือใหม่ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการความมั่นคง แต่บริษัทที่คุณไปสัมภาษณ์งานกลับบอกว่าอนาคตจะมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ในองค์กร คุณจะได้รู้ตัวไว้ก่อน
คำถามนี้มีประโยชน์มาก แม้ว่าปกติแล้วผู้ว่าจ้างจะอธิบายลักษณะงานให้ฟังอยู่แล้วตอนสัมภาษณ์ วราวุธมองว่าหัวใจสำคัญของคำถามนี้คือการถามเพื่อให้ผู้สัมภาษณ์บอกรายละเอียดของงานมากมายขึ้น
ฐิรญาดาได้กล่าวเสริมไปว่าคำถามนี้จะช่วยให้คุณได้ข้อมูลสำคัญว่าตำแหน่งงานนี้ส่งผลอย่างไรต่อองค์กร และผู้ว่าจ้างมีความคาดหวังอย่างไรในการทำงานในแต่ละวัน
ฐิรญาดามองว่าคำถามนี้มีประโยชน์อย่างมากเพราะช่วยให้ผู้สมัครรู้ว่าบริษัทนั้นให้คุณค่ากับอะไรมากที่สุด วราวุธยังได้กล่าวเสริมไปอีกว่า บางครั้งอาจไม่มีการวัดความสำเร็จอย่างเป็นทางการ "ในหลายๆ ธุรกิจ ความสำเร็จจะถูกวัดจากผู้สมัครทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดีหรือไม่ มีเพื่อร่วมงานบ่นหรือตำหนิอะไรหรือไม่ หรือสามารถปรับตัวเข้ากับทีมได้ดีหรือไม่ นี่คือพื้นฐานในการวัดความสำเร็จ" คำตอบนี้แสดงให้เห็นว่าในบางครั้งผลการทำงานอาจถูกประเมินแบบไม่เป็นทางการ แต่มีการจับตามองเพื่อประเมินอย่างต่อเนื่อง
ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคนเห็นตรงกันว่าเป็นคำถามที่มีประโยชน์มากๆ ที่จะช่วยให้คุณรู้ว่าอุปนิสัยและค่านิยมของคุณตรงกับความคาดหวังขององค์กรหรือไม่
คำถามนี้สำคัญอย่างมาก แน่นอนว่าวัฒนธรรมของแต่ละองค์กรล้วนแตกต่างกันไป ฐิรญาดามองว่าการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่องสำคัญ บางบริษัทมีวัฒนธรรมแบบตะวันตกที่จัดที่นั่งทำงานแบบฮอตเดสก์ บางบริษัทก็มีวัฒนธรรมแบบญี่ปุ่นที่มีตารางเวลาพักอย่างชัดเจน บางบริษัทอาจมีวัฒนธรรมแบบหัวเก่ากว่านั้น ฐิรญาดาให้ความเห็นว่าการถามคำถามดังกล่าวจะแสดงออกว่าคุณสนใจว่าคุณเองจะปรับตัวให้เข้ากับองค์กรได้อย่างไร นอกจากนี้คุณสามารถถามคำถามต่อไปได้อีกเช่น มีวิธีการประเมินผลการทำงานอย่างไร และคุณค่าอะไรที่องค์กรให้ความสำคัญ
แทนที่จะถามว่าผู้จัดการต้องการคนที่มีคุณสมบัติอย่างไร เราแนะนำให้คุณถามถึงโครงสร้างของทีมจะดีกว่า ฐิรญาดาแนะนำให้ถามคำถามว่าในทีมมีสมาชิกกี่คน, แต่ละคนมีหน้าที่รับผิดชอบอย่างไร และคุณต้องทำงานขึ้นตรงกับใคร วราวุธให้ความคิดเห็นเสริมไปว่าในธุรกิจขนาดเล็ก คำถามเรื่องทีมยังรวมถึงความรับผิดชอบของหัวหน้าและหัวหน้าเข้ามามีส่วนร่วมในทีมอย่างไร คำถามนี้จะแสดงออกถึงความคิดริเริ่มและความหยืดหยุ่นในการปรับตัว และทำให้คุณรู้ว่าคุณจะวางตัวอย่างไรในทีมอีกด้วย
เรื่องสวัสดิการก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ควรถาม เช่น เรื่องประกันสุขภาพ, เงินบำนาญ, โบนัส, ระยะเวลาในการทดลองงาน, การปรับเงินเดือนหลังจากผ่านโปรแล้ว, รวมถึงชั่วโมงทำงานและวันลาพักร้อน ข้อมูลเหล่านี้สำคัญต่อการทำงาน และการถามคำถามเหล่านี้ด้วยความสุภาพจะช่วยแสดงออกให้คนอื่นเห็นว่าคุณจริงจังและสนใจตำแหน่งงานนี้
คำถามที่คุณถามในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์งาน เป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตนของคุณได้ไม่ต่างจากการตอบคำถามสัมภาษณ์งาน ฐิรญาดา จันทพลเน้นย้ำถึงการถามคำถามอย่างสุภาพและความสนใจในรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับงาน ขณะที่วราวุธ ธำรงรัตน์ ได้เน้นย้ำในเรื่องการปรับตัวเข้ากับค่านิยมขององค์กร, ความอ่อนน้อมถ่อมตนและความสามารถในการทำงาน และยังเสริมต่ออีกว่าการปรับตัวให้เข้ากับทีมนั้นสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าทักษะในการทำงาน "ในมุมมองของผู้ว่าจ้าง ผมให้ความสำคัญอย่างมากกับการเข้ากันกับทีม ถ้าผมเห็นผู้สมัครคนไหนที่มีศักยภาพ ผมจะให้ทีมงานของผมที่ว่างอยู่ ณ ตอนนั้นมาเข้าร่วมการสัมภาษณ์ เพื่อพูดคุยกับผู้สมัครด้วย เพราะความเห็นของทีมสำคัญต่อการตัดสินใจของผมในขั้นสุดท้าย"
คำถามที่ควรถามก่อนจบการสัมภาษณ์งานคือคำถามที่ต่อยอดจากการสัมภาษณ์, ถามเกี่ยวกับทิศทางของบริษัท และถามข้อมูลสำคัญที่ไม่เป็นการคุกคามหรือละลาบละล้วงจนเกินไป ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่แค่ให้คุณรู้ว่าตำแหน่งงานนี้เหมาะกับตนเองหรือไม่เท่านั้น แต่ยังสร้างความประทับใจแก่ผู้ว่าจ้างว่าคุณเป็นคนที่คิดรอบคอบ, น่าเคารพ และพร้อมมอบสิ่งดีๆ ให้กับองค์กร