เอาชีวิตให้รอดก่อน! วิธีสู้วิกฤติฝุ่น PM 2.5 ฉบับมนุษย์เงินเดือน

ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานในกรุงเทพและจังหวัดปริมณฑล ถือว่าเข้าขั้นวิกฤติ และดูรุนแรงกว่าปีที่เเล้วเสียอีก ในวันที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงปรี๊ดจนแทบจะมองไม่เห็นตึกสูงในตอนเช้า จากภัยร้าย กลายเป็นผู้ร้ายที่อาจทำลายสุขภาพเราในระยะยาว คนทำงานหาเช้ากินค่ำก็ต้องเผชิญกับมลพิษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  แม้กระทั่งทำงานอยู่ในอาคาร ฝุ่นก็อาจแทรกซึมเข้ามาเช่นกัน ถ้าไม่อยากป่วยหรือเสี่ยงเป็นโรคร้ายแรง มาดูแลตัวเองกันเถอะ ด้วย 5 วิธีสู้วิกฤตฝุ่นฉบับมนุษย์เงินเดือน

1. สวมหน้ากากอนามัย N95

ปัจจุบันมีหน้ากากอนามัยหลายประเภทที่จำหน่ายตามท้องตลาด แต่ละแบบก็ใช้งานไม่เหมือนกัน ซึ่งหน้ากากอนามัยที่ป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้มีประสิทธิภาาพที่สุดคือหน้ากากอนามัย N95 สามารถกรองฝุ่นอนุภาคเล็กตั้งแต่  2.5 ไมครอนลงมาได้ รวมทั้งเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรียต่างๆ หากสถานการณ์ฝุ่นคลี่คลายลง ก็ยังสวมหน้ากากนี้ได้ถ้ามีอาการป่วย ไอ หรือจาม จะได้ไม่เป็นการแพร่เชื้อให้คนอื่น หน้ากากประเภทนี้มีอายุการใข้งานประมาณ 3 สัปดาห์ สามารถใช้ซ้ำได้ แต่ควรเปลี่ยนทุกๆ 2 วัน ข้อเสียคือหน้ากาก N 95 มีราคาค่อนข้างสูง บางชนิดจะมาพร้อมระบบวาล์วระบายอากาศ และมีขนาดให้เลือกเพื่อให้สวมใส่สบาย ถ้าไม่ใช้หน้ากาก N95 อาจใช้หน้ากากอนามัยที่มีฟิลเตอร์ 3 ชั้นแทน

2. ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ

เครื่องฟอกอากาศมีคุณสมบัติกำจัดเชื้อโรค ฝุ่น แบคทีเรีย และกลิ่นอับภายในห้อง แผ่นตัวกรองอากาศในเครื่องจะดักจับสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้แล้วปล่อยอากาศบริสุทธิ์ออกมา และยังช่วยป้องกันโรคทางเดินหายใจที่เกิดจากฝุ่นได้ ควรเลือกซื้อขนาดเครื่องฟอกอากาศให้สัมพันธ์กับขนาดของห้อง ถ้าห้องใหญ่ก็เลือกเครื่องรุ่นใหญ่ และเลือกรุ่นที่มีแผ่นกรองแบบที่อากาศไหลผ่านได้ดี จะได้ไม่กินไฟมาก

เครื่องฟอกอากาศสำหรับติดตั้งในรถยนต์ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน สามารถป้องกันฝุ่นควันจากรถยนต์ ให้คนขับรถใช้ชีวิตบนท้องถนนอย่างปลอดภัย รวมถึงมีแบบพกพาขนาดเล็ก มาพร้อมกับสายคล้องคอ พกติดตัวง่ายเมื่อเราต้องออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน สามารถดักจับฝุ่นให้ตกสู่พื้นก่อนที่เราจะหายใจเอาอากาศเข้าไป นอกจากนี้เครื่องตรวจวัดฝุ่น PM 2.5 ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะสามารถตรวจวัดค่าปริมาณฝุ่นในสถานที่หรือห้อง แล้วจะแสดงผลบนหน้าจอได้ทันที

  3. ทานอาหารต้านฝุ่น

ถึงแม้จะเรามีอุปกรณ์ป้องกันฝุ่น PM 2.5  แต่ต้องไม่ลืมการดูแลตัวเองจากภายใน โดยเฉพาะเรื่องอาหารและน้ำดื่ม ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผักตระกูลกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาว คะน้า บร็อกโคลี ฯลฯ เพราะมีสารช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย ส่วนผลไม้ก็เน้นที่มีวิตามินสูง เช่น ฝรั่ง ส้ม มะนาว มะลอกอ ฯลฯ นอกจากจะช่วยบำรุงผิวแล้ว ยังช่วยลดอาการภูมิแพ้ด้วย การเลือกดื่มน้ำสะอาดก็สำคัญมากเช่นกัน เมื่อเร็วๆ นี้หลายคนคงได้ยินข่าวว่าน้ำประปารสชาติเปลี่ยนไป ควรเลือกดื่มน้ำที่ผ่านจากเครื่องกรองน้ำ หรือซื้อน้ำขวดดื่มแทนก่อน จะได้มั่นใจว่าน้ำสะอาดปลอดภัยจริงๆ 

4. งดออกกำลังกายกล้างแจ้ง

ใส่ใจเรื่องอาหารอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน แต่ใครที่ชอบวิ่งในสวนสาธารณะตอนเช้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีฝุ่น PM 2.5 หนาแน่น ช่วงนี้ควรงดออกกำลังกายกล้างแจ้งทุกรูปแบบก่อนนะคะ และไม่ควรใส่หน้ากากอนามัยขณะออกกำลัง เพราะจะทำให้ร่างกายหายใจแรงและเร็วขึ้น หัวใจก็จะทำงานหนักกว่าปกติ ช่วงนี้ควรเลือกออกกำลังกายในฟิตเนสที่มีระบบฟอกอากาศดีกว่าค่ะ

5. Work from home

ปัจจุบันรูปแบบการทำงานของพนักงานประจำมีความยืดหยุ่นสูง ไม่จำเป็นต้องทำงานเข้าออฟฟิศสัปดาห์ละ 5 วัน บางบริษัทมีนโยบายให้พนักงาน Work from home สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ขอแค่ส่งงานให้ครบตามกำหนด ซึ่งนโยบายนี้เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบันมาก ทำให้พนักงานไม่ต้องเสี่ยงกับภัยฝุ่น PM 2.5 และช่วยลดปัญหาการจราจรได้ด้วย เพราะส่วนหนึ่งของสาเหตุฝุ่นก็มาจากเครื่องยนต์บนท้องถนน ใครที่กำลังมองหางานใหม่อยู่พอดี รูปแบบการทำงาน Work from home ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ อีกทั้งยังไม่ได้มีเฉพาะสายงานครีเอทีฟหรือฟรีแลนซ์เท่านั้น ด้านบริหารหรืองานขายก็เอื้อกับการทำงานลักษณะนี้เช่นกัน คลิกดูตำแหน่งงานว่างที่นี่ 

สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในตอนนี้ ทำให้นึกถึงสุภาษิตไทยที่ว่า “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” เพราะปัญหาฝุ่นกระทบต่อการใช้ชีวิตและสุขภาพของทุกคน เราควรป้องกันไว้ก่อน จะออกไปไหนก็ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง รวมถึงนำวิธีอื่นๆ ที่เราแนะนำไปปรับใช้ด้วย ก็จะช่วยป้องกันอันตรายจากภัยฝุ่นในเบื้องต้นได้

#คว้าโอกาสที่ใช่ให้ชีวิตได้เรียนรู้
#jobsDB

ลงทะเบียนสมัครงาน

หางานได้ง่ายกว่าเดิมผ่าน application บนมือถือจาก jobsDB ทั้ง iOS และ Android โหลดเลย