คนทำงานต้องอ่าน ประเภทของหน้ากาก PM 2.5 ที่ควรรู้
หน้ากาก PM 2.5

เริ่มต้นปี 2020 ด้วยการกลับมาของ ฝุ่น PM2.5 ที่ดูเหมือนว่าจะยาวนานกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ พื้นที่ภาคกลาง และตะวันออกเฉียงเหนือที่ดูรุนแรงกว่าภูมิภาคอื่น ดังนั้นการดูแลตัวเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะฝุ่น PM2.5 ส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพในระยะยาว รวมถึงอาจส่งผลให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจได้ สำหรับการดูแลสุขภาพในเบื้องต้นก็คือการสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกไปกลางแจ้ง มาดูกันว่าหน้ากากอนามัยแบบไหนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันฝุ่น PM2.5 มากที่สุด

หน้ากากอนามัยมีกี่ประเภท?

1. หน้ากากอนามัยใยสังเคราะห์ 3 ชั้น

หน้ากากอนามัยใยสังเคราะห์ ภาพประกอบจาก Wikipedia.com

เป็นหน้ากากอนามัยที่มีการใช้โดยทั่วไป ซึ่งหน้ากากอนามัยชนิดนี้ใช้ในการป้องกันการติดต่อจากโรคทางเดินหายใจ อาทิ ไข้หวัดใหญ่ ที่มีการปล่อยเชื้อโรคไปกับสารคัดหลั่งจากการไอหรือการจามใช้ในทางการแพทย์เป็นส่วนใหญ่ ถึงแม้ว่าหน้ากากอนามัยชนิดนี้จะสามารถป้องกันโรคติดต่อได้แต่หน้ากากอนามัยใยสังเคราะห์ 3 ชั้นไม่สามารถป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากใช้เพียงแค่ชิ้นเดียว จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันฝุ่น PM2.5 ที่ 66.37%

สำหรับวิธีการที่จะใช้หน้ากากอนามัยประเภทนี้ในการป้องกันฝุ่น PM2.5 ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นคือการใช้หน้ากากอนามัยใยสังเคราะห์ 3 ชั้นซ้อนกัน 2 ชิ้นจะทำให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันฝุ่น PM2.5 ที่ 89.75% และหากใช้หน้ากากอนามัยใยสังเคราะห์ 3 ชั้น 1 ชิ้นซ้อนด้วยกระดาษทิชชู่สำหรับเช็ดหน้า 1 แผ่นพร้อมพับครึ่งจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันฝุ่น PM2.5 ที่ 98.05% เลยทีเดียว

2. หน้ากากอนามัยแบบผ้า

หน้ากากอนามัยแบบผ้า ภาพประกอบจาก Manager.co.th

เป็นหน้ากากอนามัยที่ทำจากผ้าฝ้ายไม่ทำให้ระคายเคืองผิวหน้า สามารถป้องกันฝุ่นขนาดใหญ่และเชื้อโรคของโรคติดต่อต่างๆ ได้ แต่เนื่องจากช่องว่างระหว่างเส้นใยที่มีขนาดใหญ่ทำให้ไม่สามารถป้องกันอนุภาคขนาดเล็กของฝุ่น PM2.5 ได้เท่าไหร่นัก

3. หน้ากากอนามัย N95

 เป็นหน้ากากที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันอนุภาคฝุ่น PM2.5 มากที่สุดร่วมถึงสามารถป้องกันเชื้อไวรัสหรือสารปนเปื้อนขนาดเล็กได้อีกด้วย โดยหน้ากาก N95 มีประสิทธิภาพป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กอยู่ที่ 99.59% โดยมีให้เลือกทั้งแบบมีวาล์ว และไม่มีวาล์ว โดยแบ่งออกเป็น 3 รูปร่างด้วยกัน คือ

ประเภทหน้ากาก N95 ภาพประกอบจาก Honestdocs.co

1) Cup Shape หรือทรงถ้วย: เป็นหน้ากากที่ค่อนข้างแข็งไม่สามารถพับได้ กระชับแนบสนิทไปกับใบหน้า

2) V-Shaped Pleats หรือแบบพับสองชิ้นทรงตัว V: ไม่มีรูปร่างที่คงตัว ปกปิดมิดชิด สามารถโค้งรับไปกับใบหน้าได้ดี พกพาสะดวก สวมใส่สบายไม่บีบรัดหน้า

3) Flat Fold 3 Panel หรือแบบพับสามชิ้น: หน้ากากจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ท่อนบนและท่อนล่างเป็นวัสดุที่ทำจากผ้าทำให้โค้งรับกับใบหน้าได้เป็นอย่างดี ท่อนกลางเป็นโครงแข็งทำให้หน้ากากไม่บีบรัดใบหน้าจนเกินไป

4) Flat Fold 2 Panel หรือแบบพับสองชิ้น: ลักษณะคล้ายกับแบบ Cup Shape แต่เป็นแบบกึ่งคงรูป แต่ให้เนื้อสัมผัสเบาและไม่อึดอัดเท่ากับแบบ Cup Shape

4. หน้ากากอนามัยแบบซักได้

 หน้ากากอนามัยชนิดนี้ส่วนใหญ่จะเป็นหน้ากากอนามัยที่นำเข้าจากต่างประเทศ เป็นหน้ากากที่ใช้เทคโนโลยีในการถักทอแบบพิเศษ (Micronet) ซึ่งสามารถกรองฝุ่นได้ละเอียดถึง 2.5 ไมครอน ระบายอากาศได้ดี และสามารถนำกลับมาซักใช้ใหม่ได้ แต่ข้อควรระวังคือไม่ควรขยี้แรงจนเกินไปเพราะอาจทำให้เส้นใยฉีกขาดและส่งผลต่อประสิทธิภาพในการกรองฝุ่น PM2.5 ได้

ฝุ่น PM2.5 เป็นมลพิษที่หลายคนละเลยและไม่ค่อยได้ระมัดระวังกันสักเท่าไหร่นัก ปัจจุบันหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่น PM2.5 ให้เลือกมากมายหากเราไม่ป้องกันตั้งแต่วันนี้อาจทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพที่ร้ายแรงกว่านี้ได้ในอนาคต นอกจากการใส่หน้ากากอนามัยแล้วยังควรติดตั้งเครื่องกรองอากาศภายในที่พัก หรือที่ทำงานเพื่อลดอนุภาคฝุ่น PM2.5 ที่ติดอยู่ตามร่างกาย และปนเปื้อนในอากาศได้อีกหนึ่งวิธี ลองอ่านจากบทความ มนุษย์เงินเดือนก็มีวิธีเอาตัวรอดจากฝุ่น PM 2.5 เพื่อเตรียมตัวรับมือกับมลพิษที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

#คว้าโอกาสที่ใช่ให้ชีวิตได้เรียนรู้
#jobsDB

หางานได้ง่ายกว่าเดิมผ่าน application บนมือถือจาก jobsDB ทั้ง iOS และ Android โหลดเลย