Key Takeaway
มาดูกันว่า เมื่อมีการประกาศปรับเพดานประกันสังคมใหม่แล้ว เราต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นเท่าไรในแต่ละเดือน และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ทั้งในมุมของลูกจ้างและนายจ้าง เพราะการปรับเพดานครั้งนี้ไม่ได้กระทบแค่ยอดเงินที่ถูกหักจากเงินเดือนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับวงเงินคุ้มครอง เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินทดแทนการขาดรายได้ เงินชดเชยกรณีว่างงาน และสิทธิ์กรณีเกษียณอายุด้วย
ดังนั้น ก่อนจะกังวลว่าต้องจ่ายเพิ่มเท่าไร ลองทำความเข้าใจให้ชัดว่า “จ่ายเพิ่ม แล้วได้อะไรเพิ่ม” เพื่อจะได้วางแผนการเงินและใช้สิทธิ์ของตัวเองได้อย่างเหมาะสม
ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประกันสังคม ปี 2569 มีการกำหนดให้ปรับเพดานเงินสมทบแบบทยอยเป็น 3 ช่วง เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ประกันตนและนายจ้าง โดยแบ่งรายละเอียดได้ดังนี้
ปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคมในปี 2569-2571 สูงสุดปรับเพิ่มเป็น 17,500 บาทต่อเดือน ทำให้นายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายเงินสมทบในอัตรา 5% เท่ากัน หรือคนละครึ่ง โดยลูกจ้างจะจ่ายสูงสุด 875 บาทต่อเดือน จากเดิม 750 บาท เพิ่มขึ้น 125 บาทต่อเดือน เมื่อเทียบกับเพดานเดิมที่ 15,000 บาท
เพดานค่าจ้างสูงสุดจะปรับเพิ่มเป็น 20,000 บาท ส่งผลให้เงินสมทบสูงสุดที่ลูกจ้างต้องจ่ายอยู่ที่ 1,000 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 250 บาทต่อเดือนเมื่อเทียบกับเพดานเดิม 15,000 บาท และเพิ่มขึ้นจากระยะที่ 1 (ปี 2569-2571) อีก 125 บาทต่อเดือน
เพดานค่าจ้างสูงสุดจะปรับเพิ่มเป็น 23,000 บาท ทำให้เงินสมทบสูงสุดที่ลูกจ้างต้องจ่ายอยู่ที่ 1,150 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 400 บาทต่อเดือนเมื่อเทียบกับเพดานเดิม 15,000 บาท หรือเพิ่มจากระยะที่ 2 อีก 150 บาทต่อเดือน
สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจากการปรับเพดานประกันสังคม ตามตารางจ่ายประกันสังคม 2569 จะสะท้อนผ่านฐานค่าจ้างที่สูงขึ้น ทำให้วงเงินคุ้มครองและเงินทดแทนในหลายกรณีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้
สำหรับมนุษย์เงินเดือน สิ่งที่น่ากังวลที่สุดมักเป็นช่วงรายได้สะดุด ไม่ว่าจะป่วยจนต้องหยุดงาน ทุพพลภาพ หรือถูกเลิกจ้างกะทันหัน การปรับเพดานประกันสังคมใหม่จึงช่วยให้ฐานคำนวณเงินทดแทนสูงขึ้น ทำให้เงินชดเชยที่โอนเข้าบัญชีในแต่ละเดือนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเปรียบเทียบได้ดังนี้
สิทธิประโยชน์ | แบบเดิม (เพดาน 15,000 บาท) | แบบใหม่ (เพดาน 17,500 บาท) |
กรณีเจ็บป่วย (เงินทดแทนการขาดรายได้ 50%) | สูงสุด 7,500 บาท ต่อเดือน (เฉลี่ย 250 บาท ต่อวัน) | สูงสุด 8,750 บาท ต่อเดือน (เฉลี่ย 292 บาท ต่อวัน) |
เมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญของชีวิตอย่างการมีบุตร หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด การปรับเพดานค่าจ้างใหม่ทำให้วงเงินสิทธิประโยชน์แบบเงินก้อนเพิ่มขึ้นตามฐานรายได้ที่สูงขึ้น ช่วยรองรับภาระค่าใช้จ่ายและลดแรงกดดันทางการเงินได้มากกว่าเดิม โดยเปรียบเทียบได้ดังนี้
สิทธิประโยชน์ | แบบเดิม (เพดาน 15,000 บาท) | แบบใหม่ (เพดาน 17,500 บาท) |
ค่าคลอดบุตร (เหมาจ่าย) | 22,500 บาท ต่อครั้ง | 26,250 บาท ต่อครั้ง |
เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต | 90,000 บาท* | 105,000 บาท* |
*หมายเหตุ เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตคำนวณจากเงินเดือนเฉลี่ยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยตัวเลขข้างต้นเป็นการประเมินวงเงินสูงสุดตามฐานค่าจ้างใหม่
กรณีเงินชดเชยว่างงาน แม้เพดานค่าจ้างจะปรับเพิ่ม แต่เงินที่ได้รับจะเพิ่มขึ้นเฉพาะผู้ที่มีฐานเงินเดือนเกินเพดานเดิมเท่านั้น เพราะอัตราการจ่ายยังคงคำนวณตามสัดส่วนเดิม เพียงแต่ฐานสูงสุดขยับขึ้น ทำให้ผู้มีรายได้สูงได้รับวงเงินมากขึ้นตามไปด้วย โดยเปรียบเทียบได้ดังนี้
สิทธิประโยชน์ | แบบเดิม (เพดาน 15,000 บาท) | แบบใหม่ (เพดาน 17,500 บาท) |
เงินชดเชยกรณีว่างงาน | สูงสุด 7,500 บาท ต่อเดือน | สูงสุด 8,750 บาท ต่อเดือน |
เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ เป็นอีกสิทธิ์สำคัญที่ช่วยดูแลผู้ประกันตนเมื่อไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เมื่อมีการปรับเพดานค่าจ้างใหม่ วงเงินทดแทนก็จะเพิ่มขึ้นตามฐานรายได้ที่สูงขึ้น เปรียบเทียบได้ดังนี้
สิทธิประโยชน์ | แบบเดิม (เพดาน 15,000 บาท) | แบบใหม่ (เพดาน 17,500 บาท) |
เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ | สูงสุด 7,500 บาท ต่อเดือน | สูงสุด 8,750 บาท ต่อเดือน |
ไฮไลต์สำคัญของการปรับฐานเงินสมทบอยู่ที่ “เงินบำนาญชราภาพ” ซึ่งเป็นรายได้ระยะยาวหลังเกษียณ ยิ่งฐานเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายสูงขึ้น จำนวนเงินบำนาญที่ได้รับในแต่ละเดือนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย สามารถเปรียบเทียบได้ดังนี้
ระยะเวลาส่งเงินสมทบ | เงินบำนาญแบบเดิม (เพดาน 15,000 บาท) | เงินบำนาญแบบใหม่ (เพดาน 17,500 บาท) | ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น |
ส่งครบ 15 ปี | 3,000 บาท ต่อเดือน | 3,500 บาท ต่อเดือน | +500 บาท ต่อเดือน |
ส่งครบ 25 ปี | 5,250 บาท ต่อเดือน | 6,125 บาท ต่อเดือน | +875 บาท ต่อเดือน |
เมื่อมีการปรับเพดานประกันสังคมใหม่ พนักงาน HR ควรเตรียมความพร้อมทั้งด้านงบประมาณ ระบบเงินเดือน และการสื่อสารภายในองค์กร เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น โดยสามารถวางแผนได้ดังนี้
การปรับเพดานประกันสังคมปี 2569 เป็นการทยอยเพิ่มฐานค่าจ้างสูงสุดเป็น 3 ระยะ เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ประกันตนและนายจ้าง โดยเพดานจะขยับจาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท 20,000 บาท และ 23,000 บาทตามลำดับ ส่งผลให้เงินสมทบที่ลูกจ้างและนายจ้างจ่ายเพิ่มขึ้นในอัตรา 5% เท่ากัน แม้ต้องจ่ายเพิ่มแต่สิทธิประโยชน์ก็เพิ่มขึ้นตามฐานใหม่ ทั้งเงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ว่างงาน ค่าคลอดบุตร เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต และโดยเฉพาะเงินบำนาญชราภาพที่สูงขึ้นในระยะยาว
ดังนั้น นอกจากวางแผนการเงินให้รอบคอบแล้ว การมองหาโอกาสงานที่รายได้เติบโตขึ้นผ่านแพลตฟอร์มหางานอย่าง Jobsdb ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเสริมความมั่นคงทางอาชีพควบคู่ไปกับสิทธิ์ประกันสังคมที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเหมาะสม
ส่วนนี้รวบรวมและตอบคำถามที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับการปรับเพดานประกันสังคมมากที่สุด เพื่อให้เข้าใจภาพรวมได้ชัดเจนและวางแผนการเงินได้เป็นอย่างดี
ต้องจ่ายเพิ่มเฉพาะผู้ที่มีเงินเดือนเกินเพดานเดิม 15,000 บาท เพราะฐานคำนวณเงินสมทบถูกปรับสูงขึ้น อัตราเงินสมทบยังคงที่ 5% เท่าเดิม ไม่ได้เพิ่มเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ยอดที่จ่ายเพิ่มเกิดจากฐานค่าจ้างที่สูงขึ้น ไม่ใช่การขึ้นอัตรา ผู้ที่เงินเดือนไม่ถึงเพดานใหม่จะไม่ได้รับผลกระทบเต็มจำนวน
หากเงินเดือนยังไม่ถึงเพดานใหม่ จะจ่ายเงินสมทบตามฐานเงินจริงของตัวเอง จึงอาจไม่ได้จ่ายเพิ่มทันที หรือเพิ่มเพียงเล็กน้อยตามรายได้ สิทธิประโยชน์ยังคงคำนวณตามฐานเงินเดือนที่ส่งจริง ผลกระทบหลักจะเกิดกับผู้ที่มีรายได้เกินเพดานเดิม
ไม่ถือว่าเป็นการขึ้นอัตราเงินสมทบ เพราะเปอร์เซ็นต์ยังอยู่ที่ 5% เท่าเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือเพดานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้คำนวณเงินสมทบ เมื่อฐานสูงขึ้น ยอดเงินที่จ่ายจึงเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน สรุปคืออัตราเท่าเดิม แต่จำนวนเงินสูงสุดที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น