28 วิธีเปลี่ยนตัวเอง ฝึกวินัยสร้างความก้าวหน้าในชีวิตอย่างเป็นขั้นตอน

28 วิธีเปลี่ยนตัวเอง ฝึกวินัยสร้างความก้าวหน้าในชีวิตอย่างเป็นขั้นตอน
Jobsdb ทีมเนื้อหาอัปเดตเมื่อ 20 April, 2026
Share

Key Takeaway

  • การเปลี่ยนตัวเองด้านวินัยส่วนตัวง่ายๆ เริ่มจากตื่นและนอนให้ตรงเวลา พร้อมสร้างกิจวัตรตอนเช้าที่ทำได้จริงทุกวัน ใช้กฎ 5-10 นาทีในการเริ่มต้นทำสิ่งที่ผัดวันประกันพรุ่ง และติดตามพฤติกรรมรายวัน
  • วิธีเปลี่ยนตัวเองด้าน Digital Wellness & Mental Health ทำได้โดยกำหนดเวลาใช้โซเชียลมีเดียและปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น มีช่วงพักหน้าจอระหว่างวัน ควบคู่กับการเขียนบันทึกหรือทำสมาธิสั้นๆ
  • การเปลี่ยนตัวเองโดยมี AI เข้ามาช่วย เช่น ใช้ AI ช่วยวางแผนงาน สรุปข้อมูล และจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมาย ให้ AI ช่วยติดตามความคืบหน้าแบบรายสัปดาห์ และทำหน้าที่เป็นโคชตั้งคำถามเพื่อสะท้อนความคิดและพัฒนาตัวเองอย่างเป็นระบบ

ปี 2026 การเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นไม่ใช่แค่การตั้งเป้าหมายแล้วรอให้ถึงวันเริ่มต้นใหม่ แต่คือการ “สร้างระบบ” ที่ทำซ้ำได้ทุกวันอย่างมีแบบแผน เพราะความสำเร็จระยะยาวไม่ได้เกิดจากแรงฮึดชั่วคราว แต่เกิดจากพฤติกรรมเล็กๆ ที่ทำอย่างสม่ำเสมอ บทความนี้รวบรวม 28 วิธีเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนใหม่แบบเป็นขั้นตอน ที่ช่วยให้คุณสร้างวินัย พัฒนาศักยภาพ และก้าวหน้าอย่างยั่งยืนทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน

28 วิธีเปลี่ยนตัวเองแบบเน้นสร้างระบบชีวิต

28 วิธีเปลี่ยนตัวเองแบบเน้นสร้างระบบชีวิต

การเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนใหม่ไม่ใช่แค่ตั้งเป้าว่าจะดีขึ้นกว่าเดิม แต่คือการออกแบบระบบชีวิตที่ช่วยให้คุณพัฒนาได้ทุกวันอัตโนมัติ เมื่อระบบดี พฤติกรรมจะดี และผลลัพธ์จะดีตามมา วิธีเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ด้านหลัก ได้แก่

เปลี่ยนตัวเองด้านวินัยส่วนตัว

  1. ออกแบบวันด้วย Daily System กำหนดโครงสร้างวันล่วงหน้า เช่น ช่วงทำงานโฟกัส ช่วงประชุม ช่วงพัก และเวลาสรุปงานตอนเย็น เพื่อให้ทุกวันมีทิศทางชัดเจน ลดการตัดสินใจซ้ำๆ และเพิ่มความสม่ำเสมอในการทำงานสำคัญ
  2. ตั้งเวลาเข้านอน-ตื่นนอนให้คงที่ เข้านอนและตื่นเวลาเดิมทุกวันเพื่อปรับนาฬิกาชีวภาพให้เสถียร ช่วยเพิ่มสมาธิ พลังงาน และการควบคุมอารมณ์ เป็นพื้นฐานของระบบชีวิตที่มีประสิทธิภาพ
  3. ใช้กฎ 2 นาที หากงานใช้เวลาทำไม่เกิน 2 นาทีให้ทำทันที เพื่อลดงานค้างและสร้างนิสัยลงมือทำอย่างรวดเร็ว ทำให้ชีวิตเป็นระเบียบและลดความเครียดสะสม
  4. วาง Weekly Reset กันเวลา 30-60 นาทีต่อสัปดาห์เพื่อทบทวนเป้าหมาย เช็กงานค้าง วางแผนสัปดาห์ใหม่ และจัดระเบียบพื้นที่ทำงาน ช่วยให้เริ่มสัปดาห์อย่างมีทิศทางและควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น
  5. วางรูทีนประจำวัน สร้าง Morning, Work และ Evening Routine ที่ทำซ้ำได้ทุกวัน เพื่อลดการพึ่งพาแรงจูงใจ ทำให้พฤติกรรมที่ดีเกิดขึ้นอัตโนมัติและสร้างความก้าวหน้าต่อเนื่อง

เปลี่ยนตัวเองด้านการเติบโตในอาชีพ

6. แยกงาน “สำคัญ” กับ “เร่งด่วน” ด้วยระบบ จัดลำดับว่างานไหนแค่ด่วนแต่ไม่สร้างความก้าวหน้า และงานไหนสำคัญต่ออนาคตอาชีพ ให้เวลากับงานที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน เช่น การพัฒนาทักษะ วางแผนโปรเจกต์ หรือสร้างโอกาสใหม่ๆ

7. สร้าง Skill Stack พัฒนาชุดทักษะที่เสริมกันมากกว่าการเก่งเพียงด้านเดียว เช่น ทักษะหลักในสายงาน การสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มความโดดเด่นและมูลค่าในตลาดแรงงาน

8. เรียนรู้วันละ 30 นาทีแบบต่อเนื่อง จัดเวลาเรียนรู้ทุกวันอย่างสม่ำเสมอ แม้เพียงวันละ 30 นาที ความต่อเนื่องจะสะสมเป็นความเชี่ยวชาญ และช่วยให้คุณไม่หยุดพัฒนาในสายอาชีพ

9. ทำ Work Log บันทึกงานที่ทำ ผลลัพธ์ที่ได้ และบทเรียนที่เรียนรู้ เพื่อเห็นพัฒนาการของตัวเอง และใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนเมื่อประเมินผลงานหรือขอเลื่อนตำแหน่ง

10. Feedback กับตัวเองทุกเดือน ทบทวนเป้าหมาย ทักษะ และผลลัพธ์เดือนละครั้ง เพื่อปรับแผนให้ตรงทิศทาง แก้จุดอ่อนเร็วขึ้น และรักษาความก้าวหน้าในอาชีพต่อเนื่อง

เปลี่ยนตัวเองด้านการเงิน

11. แยกบัญชีใช้-ออม-ลงทุนแบบอัตโนมัติ แยกเงินออกเป็นสัดส่วนทันทีที่เงินเข้า เช่น บัญชีใช้จ่ายประจำ บัญชีออมฉุกเฉิน และบัญชีลงทุน พร้อมตั้งโอนอัตโนมัติ เพื่อลดการใช้เงินเกินตัวและสร้างวินัยทางการเงินโดยไม่ต้องตัดสินใจซ้ำทุกเดือน

12. ตั้งกฎการใช้เงิน กำหนดกติกาส่วนตัว เช่น ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ หรือหากซื้อของชิ้นใหญ่ต้องรอ 24-48 ชั่วโมงก่อนตัดสินใจ กฎที่ชัดเจนช่วยควบคุมอารมณ์และลดการใช้เงินตามความอยากชั่วคราว

13. รีวิวการเงินเดือนละครั้ง สรุปรายรับ รายจ่าย เงินออม และผลตอบแทนจากการลงทุนทุกเดือน เพื่อดูแนวโน้ม ปรับงบประมาณ และแก้ปัญหาก่อนลุกลาม การรีวิวสม่ำเสมอทำให้คุณควบคุมเงินได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เงินควบคุมชีวิต

14. รับมือเหตุฉุกเฉินทางการเงิน สร้างกองทุนฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายประจำ และมีแผนสำรอง เช่น ประกันสุขภาพหรือประกันรายได้ ระบบป้องกันนี้ช่วยลดความเครียดและปกป้องเสถียรภาพทางการเงินเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด

15. ใช้แอปหรือ AI ติดตามพฤติกรรมการเงิน ใช้เครื่องมือช่วยบันทึกและวิเคราะห์การใช้จ่าย เพื่อเห็นพฤติกรรมการเงินจริงของตัวเอง ข้อมูลที่ชัดเจนช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นยำ ปรับพฤติกรรมได้ตรงจุด และสร้างวินัยการเงินระยะยาว

เปลี่ยนตัวเองด้าน Digital Wellness & Mental Health

16. งดจอช่วงก่อนนอน หยุดใช้มือถือหรือหน้าจออย่างน้อย 30-60 นาทีก่อนนอน เพื่อลดการกระตุ้นสมองและแสงสีฟ้าที่รบกวนการหลับลึก ช่วยให้การนอนมีคุณภาพ อารมณ์นิ่งขึ้น และเริ่มวันใหม่ได้ดีขึ้น

17. จัด Notification ให้น้อย ปิดแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น เหลือเฉพาะเรื่องสำคัญ เช่น งานหรือครอบครัว เพื่อลดการถูกรบกวนตลอดวัน เพิ่มสมาธิ และลดความเครียดจากข้อมูลที่ถาโถม

18. เลือกเสพคอนเทนต์ที่สร้างคุณค่า คัดกรองสิ่งที่ดูหรืออ่าน เลือกคอนเทนต์ที่ให้ความรู้ แรงบันดาลใจ หรือทักษะใหม่ แทนการเลื่อนฟีดแบบไร้เป้าหมาย เพราะสิ่งที่เสพทุกวันส่งผลต่อความคิดและอารมณ์โดยตรง

19. มีช่วงให้สมองได้พัก กำหนดช่วงพักสั้นๆ ระหว่างวัน เช่น เดิน 5-10 นาที หายใจลึกๆ หรืออยู่เงียบๆ โดยไม่จับมือถือ เพื่อรีเซตสมอง ลดความล้า และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

20. บันทึกอารมณ์ประจำวัน จดความรู้สึก เหตุการณ์สำคัญ และสิ่งที่กระทบอารมณ์ในแต่ละวัน เพื่อเข้าใจรูปแบบความคิดของตัวเอง ช่วยจัดการความเครียดได้ดีขึ้น และพัฒนาความมั่นคงทางอารมณ์ระยะยาว

ใช้ AI เป็นผู้ช่วยเปลี่ยนตัวเอง

21. วางตารางชีวิตรายสัปดาห์ ใช้ AI ช่วยจัดโครงสร้างสัปดาห์ แบ่งเวลาให้กับงานสำคัญ การพัฒนาทักษะ สุขภาพ และเวลาส่วนตัวอย่างสมดุล พร้อมปรับตารางตามเป้าหมายและภาระงานจริง ช่วยให้สัปดาห์มีทิศทางชัดเจน

22. ติดตามนิสัยและเตือนอย่างสม่ำเสมอ ให้ AI ช่วยสร้าง Habit Tracker พร้อมสรุปผลและเตือนสิ่งที่ควรทำทุกวันหรือทุกสัปดาห์ การมีระบบติดตามช่วยเพิ่มความสม่ำเสมอ และทำให้เห็นพฤติกรรมของตัวเองจากข้อมูลจริง

23. สรุปบทเรียนจากสิ่งที่อ่านหรือทำงาน หลังอ่านหนังสือ เรียนคอร์ส หรือทำโปรเจกต์ ให้ AI ช่วยสรุป Insight สำคัญ ประเด็นที่นำไปใช้ได้ และแนวทางพัฒนาต่อ ช่วยเปลี่ยน “ข้อมูล” ให้กลายเป็น “ความเข้าใจและการลงมือทำ

24. สร้าง Prompt ประจำตัวสำหรับคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจ ออกแบบชุดคำถามหรือ Prompt ส่วนตัว เช่น วิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสีย เปรียบเทียบทางเลือก ประเมินความเสี่ยง หรือวางแผนกลยุทธ์ เมื่อใช้รูปแบบเดิมซ้ำๆ จะช่วยให้การคิดมีโครงสร้าง ลดอคติ และตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น

25. รีวิวความคืบหน้ารายเดือนร่วมกับ AI สรุปเป้าหมาย ผลลัพธ์ และปัญหาที่พบในแต่ละเดือน แล้วให้ AI ช่วยวิเคราะห์แนวโน้ม จุดแข็ง จุดที่ควรปรับปรุง และข้อเสนอแนะสำหรับเดือนถัดไป ทำให้การพัฒนาตัวเองมีข้อมูลรองรับและปรับปรุงได้อย่างต่อเนื่อง

เปลี่ยนตัวเองด้านการพัฒนา

26. วัดผลจากความสม่ำเสมอ อย่าวัดความสำเร็จจากผลลัพธ์ใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่ให้ดูว่าคุณทำสิ่งที่ควรทำได้สม่ำเสมอแค่ไหน เช่น ออกกำลังกายกี่วันต่อสัปดาห์ อ่านหนังสือกี่วันต่อเดือน เพราะความต่อเนื่องคือรากฐานของการเติบโตระยะยาว

27. ปรับระบบทุก 90 วันให้เหมาะกับชีวิตจริง ควรทบทวนว่าระบบที่ใช้อยู่ยังเหมาะกับตารางชีวิต เป้าหมาย และภาระงานปัจจุบันหรือไม่ แล้วปรับให้ยืดหยุ่นขึ้น การพัฒนาที่ดีไม่ใช่ระบบที่ตึงเกินไป แต่คือระบบที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

28. โฟกัส “ดีขึ้นวันละ 1%” มากกว่าความสำเร็จครั้งเดียว แทนที่จะรอความสำเร็จใหญ่เพียงครั้งเดียว ให้พัฒนาเล็กๆ ทุกวัน เช่น เพิ่มคุณภาพงานอีกเล็กน้อย ปรับพฤติกรรมดีขึ้นอีกนิด การสะสม 1% ทุกวันจะกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงมหาศาลในระยะยาว

Fixed Mindset vs Growth Mindset ในการทำงานจริง

สถานการณ์ในการทำงาน

Fixed Mindset (กรอบความคิดแบบตายตัว)

Growth Mindset (กรอบความคิดแบบเติบโต)

ได้รับมอบหมายงานใหม่ที่ไม่เคยทำ

คิดว่า “ฉันไม่ถนัดแบบนี้” กลัวทำพลาด

มองว่าเป็นโอกาสเรียนรู้ ทักษะใหม่สามารถพัฒนาได้

ถูกหัวหน้าติเรื่องผลงาน

รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ ป้องกันตัวเอง

มองว่าเป็น Feedback เพื่อปรับปรุงและพัฒนา

โปรเจกต์ล้มเหลว

โทษสถานการณ์หรือคนอื่น หลีกเลี่ยงความเสี่ยงในอนาคต

วิเคราะห์สาเหตุ เรียนรู้บทเรียน และปรับแผนใหม่

เพื่อนร่วมงานเก่งกว่า

รู้สึกอิจฉา เปรียบเทียบตัวเองในแง่ลบ

มองเป็นแรงบันดาลใจ ขอคำแนะนำเพื่อพัฒนาตัวเอง

ต้องเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่

คิดว่า “ฉันไม่เก่งเทคโนโลยี”

เชื่อว่าทักษะเรียนรู้ได้ด้วยการฝึกฝน

ได้รับคำชม

อยากทำเฉพาะสิ่งที่ถนัดเพื่อรักษาภาพลักษณ์

กล้าลองสิ่งใหม่แม้ยังไม่เก่ง เพราะเชื่อว่าพัฒนาได้

งานมีความท้าทายสูง

หลีกเลี่ยงเพราะกลัวล้มเหลว

รับความท้าทายเพื่อเพิ่มศักยภาพ

การประเมินผลงานประจำปี

กังวลว่าผลประเมินสะท้อนคุณค่าตัวเอง

มองว่าเป็นข้อมูลสะท้อนเพื่อวางแผนพัฒนาปีถัดไป

ทำงานผิดพลาด

ปกปิดความผิดพลาด

ยอมรับความผิดพลาดและแก้ไขอย่างโปร่งใส

การทำงานเป็นทีม

ยึดความคิดตัวเอง ไม่เปิดรับความคิดเห็น

เปิดรับมุมมองที่หลากหลาย และเรียนรู้จากทีม

อยากเปลี่ยนตัวเอง เริ่มจากขั้นตอนไหนก่อนดี

อยากเปลี่ยนตัวเอง เริ่มจากขั้นตอนไหนก่อนดี

  • หยุดและสำรวจตัวเองก่อน ถามตัวเองให้ชัดว่าอยากเปลี่ยนเรื่องอะไร เพราะอะไร และไม่พอใจกับจุดไหนในชีวิตตอนนี้
  • กำหนดเป้าหมายให้ชัดและวัดผลได้ เปลี่ยนจากคำว่า “อยากเก่งขึ้น” เป็น “จะอ่านหนังสือวันละ 20 นาที” หรือ “ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง”
  • เริ่มจากเรื่องเล็กที่สุดก่อน อย่าปรับทุกอย่างพร้อมกัน เลือก 1 พฤติกรรมที่สำคัญที่สุด แล้วทำให้สม่ำเสมอ
  • โฟกัสที่วินัยมากกว่าแรงบันดาลใจ แรงฮึดมีขึ้นลง แต่ระบบและตารางเวลาที่ชัดเจนจะช่วยให้ทำต่อเนื่องได้
  • ยอมรับว่าความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต พลาดได้ แต่ต้องกลับมาทำต่อ ไม่ใช้ความผิดพลาดเป็นข้ออ้างเลิกพัฒนา
  • ปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อเป้าหมาย เช่น อยากอ่านหนังสือให้วางหนังสือไว้ใกล้ตัว อยากลดโซเชียลให้ปิดแจ้งเตือน
  • ทบทวนความก้าวหน้าทุกสัปดาห์ ดูว่าอะไรได้ผล อะไรไม่เวิร์ก แล้วปรับ ไม่ต้องรอให้ครบปี
  • เลือกใช้แนวคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) เชื่อว่าทักษะและความสามารถพัฒนาได้ ไม่ติดกับคำว่า “ฉันเป็นแบบนี้แหละ”

สรุป

การเปลี่ยนตัวเองควรเริ่มจากการสำรวจว่าต้องการพัฒนาเรื่องอะไรและเพราะเหตุใด จากนั้นตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนและวัดผลได้ เลือกเริ่มจากพฤติกรรมเล็กๆ ที่ทำได้สม่ำเสมอ โฟกัสที่วินัยมากกว่าแรงบันดาลใจ และยอมรับว่าความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต ควรปรับสภาพแวดล้อมให้สนับสนุนเป้าหมาย และหมั่นทบทวนความก้าวหน้าเพื่อปรับปรุงแนวทาง

หากต้องการพัฒนาตัวเองด้านอาชีพ สามารถค้นหาแนวทาง ทักษะที่ตลาดต้องการ และโอกาสงานใหม่ๆ ผ่าน Jobsdb เพื่อใช้เป็นแรงผลักดันในการเติบโต สุดท้ายให้ยึดแนวคิดแบบเติบโตและเชื่อว่าศักยภาพของเราพัฒนาได้เสมอ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเปลี่ยนตัวเอง (FAQ)

ส่วนนี้จะตอบคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ How to เปลี่ยนแปลงตัวเอง ว่าควรเริ่มอย่างไรและทำอย่างไรให้เห็นผลจริง โดยสรุปขั้นตอนสั้นๆ ที่ทำได้ทันทีและต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน

ถ้าเริ่มเปลี่ยนตัวเองแล้วทำไม่ได้ตามแผน ควรทำอย่างไร?

หากทำไม่ได้ตามแผน อย่าเพิ่งโทษตัวเอง ให้มองว่าเป็นข้อมูลสำหรับปรับแผนใหม่ ลองวิเคราะห์ว่าแผนยากเกินไปหรือไม่สอดคล้องกับชีวิตจริง ลดเป้าหมายให้เล็กลงและทำให้สม่ำเสมอก่อน โฟกัสที่การกลับมาเริ่มใหม่ให้เร็วมากกว่าความสมบูรณ์แบบ

ต้องเปลี่ยนตัวเองทุกด้านพร้อมกันไหม?

ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกด้านพร้อมกัน เพราะจะทำให้เหนื่อยและหมดไฟง่าย เลือก 1-2 เรื่องที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลานั้น เมื่อเริ่มเห็นผลและเกิดความมั่นใจค่อยขยายไปด้านอื่น การเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปยั่งยืนกว่าการเปลี่ยนครั้งใหญ่ทีเดียว

ควรวัดความก้าวหน้าในการเปลี่ยนตัวเองจากอะไร?

วัดจากพฤติกรรมที่ทำได้สม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ปลายทาง ให้ตั้งตัวชี้วัดที่ชัดเจน เช่น จำนวนครั้ง ระยะเวลา หรือทักษะที่พัฒนา สังเกตความคิดและทัศนคติที่เปลี่ยนไปควบคู่กัน ทบทวนความก้าวหน้ารายสัปดาห์เพื่อปรับแผนให้เหมาะสม

ใช้เวลานานแค่ไหนในการเปลี่ยนตัวเอง?

ระยะเวลาแตกต่างกันตามเป้าหมายและความสม่ำเสมอ การเปลี่ยนนิสัยเล็กๆ อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน สิ่งสำคัญคือความต่อเนื่องมากกว่าความเร็ว มองการเปลี่ยนตัวเองเป็นกระบวนการระยะยาว ไม่ใช่ผลลัพธ์ทันที

ใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีมาช่วยเปลี่ยนตัวเองได้ไหม?

สามารถใช้แอปติดตามพฤติกรรม ปฏิทิน หรือเครื่องมือจัดการงานช่วยได้ เทคโนโลยีช่วยเตือนและวัดผลได้แม่นยำขึ้น แต่เครื่องมือเป็นเพียงตัวช่วยไม่ใช่ตัวแทนวินัย หัวใจสำคัญยังคงอยู่ที่ความตั้งใจและการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ

More from this category: ความอยู่ดีมีสุขในที่ทำงาน

เรียกดูคำค้นหาที่ได้รับความนิยม

ทราบหรือไม่ว่าผู้สมัครค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอะไรใน Jobsdb? สำรวจคำค้นหาที่ได้รับความนิยมเพื่ออัพเดทเทรนด์ใหม่เสมอ
เราไม่สามารถให้ข้อมูลแนวโน้มที่เชื่อถือได้ในขณะนี้

สมัครรับคำแนะนำด้านอาชีพ

รับคำปรึกษาด้านอาชีพจากผู้เชี่ยวชาญส่งตรงถึงอินบ็อกซ์ของคุณ
ท่านได้ยอมรับคำประกาศเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล และนโยบายความเป็นส่วนตัวเพื่อให้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน หากท่านมีอายุต่ำกว่า 20 ปี ท่านได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง เพื่อยินยอมให้ Jobsdb และบริษัทในเครือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ท่านสามารถยกเลิกได้ทุกเวลา