หลังจากที่ทำงานในองค์กรเดิมหรือสายงานเดิมมานับสิบปี หลายคนคงรู้สึกว่าถึงเวลาหาความท้าทายใหม่ๆ การเปลี่ยนงานเมื่อคุณอายุ 40 50 หรือ 60 ปี อาจดูน่ากลัว แต่ถ้าคุณวางแผนและเตรียมตัวอย่างดีการหางานใหม่อาจเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตคุณ การให้ความสำคัญกับทักษะที่ประยุกต์ใช้, ความมั่นใจ และสามสัมพันธ์ในเรื่องงานจะทำให้คุณก้าวต่อไปยังเส้นทางใหม่ในอาชีพได้อย่างมั่นใจ
ฐิรญาดา จันทพล ผู้จัดการฝ่ายบุคคล มองว่าการเปลี่ยนงานเมื่อคุณอายุมากอาจต้องใช้ความทุ่มเทมากเป็นพิเศษ แต่ใช่ว่าคุณจะทำไม่ได้ "แค่อายุประมาณ 30 ถึง 35 การเปลี่ยนงานก็เป็นเรื่องยากแล้ว บางบริษัทอาจไม่รับคนอายุเกิน 30 เลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อคุณอายุ 40 50 และ 60 ปี คุณจะได้นำวุฒิภาวะ, มุมมอง และประสบการณ์อันล้ำค่าที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ว่าจ้าง"
ฐิรญาดาให้ความเห็นว่าทักษะที่ประยุกต์ใช้จะช่วยเปิดโอกาสให้คุณก้าวไปสู่โอกาสใหม่ๆ ในหลายๆ ครั้ง การเรียนต่อหรือเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ก็เป็นประโยชน์ แต่ความรู้ที่คุณมีและความสามารถในการปรับตัวจะสร้างความประทับใจที่ดีให้ผู้ว่าจ้าง
วราวุธ ธำรงรัตน์ ผู้กำกับจาก SoGood House Post-Production เห็นด้วยในเรื่องนี้ "การเปลี่ยนงานเมื่อคุณมีอายุมากต้องอาศัยความทุ่มเทมากเป็นพิเศษ แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าคุณเปลี่ยนไปทำงานในสายงานที่ตรงกับทักษะของคุณ นอกจากนี้ ประสบการณ์ยังทำให้คุณได้เปรียบ ผู้ว่าจ้างจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับคนที่พึ่งพาได้ที่มาพร้อมกับองค์ความรู้บางอย่าง"
การเปลี่ยนงานยังรวมถึงการเปลี่ยนเงินเดือนและสวัสดิการ โดยเฉพาะในช่วงที่เริ่มต้น ฐิรญาดาให้คำแนะนำว่าคุณควรมีเงินทุนสำรองเตรียมไว้ให้พร้อม เพื่อให้คุณสามารถโฟกัสที่จะเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับงานใหม่โดยที่ไม่เครียดจนเกินไป
แอนดรูว์ บรัชฟิลด์ ผู้อำนวยการของบริษัท Robert Half ที่ดูแลการจัดหางานในวิคตอเรียและเวสเทิร์นออสเตรเลีย กล่าวเสริมว่า "คุณควรกันเงินบางส่วนไว้ ทำให้คุณมีเงินสำรองเพื่อรองรับการตัดสินใจเปลี่ยนงาน เพื่อไม่ให้ช่วงเวลาให้การเปลี่ยนแปลงทำให้คุณรู้สึกเครียดทางการเงิน"
ข้อได้เปรียบของการเปลี่ยนงานเมื่ออายุมากคือทักษะความสามารถและประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน แม้ว่าทักษะเหล่านั้นอาจไม่ตรงกับงานใหม่ แต่ก็ยังมีค่าอย่างมากในการทำงาน
ฐิรญาดาให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้ทักษะในเรื่อง การคิดเป็นระบบ, การทำงานเป็นทีม, ความเป็นผู้นำ, ความคิดสร้างสรรค์ และการบริหารจัดการ ความสามารถเหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้ทุกสายงานและมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประสบการณ์ตรง
นอกจากนี้ การเรียนรู้ทักษะเพิ่มยังเป็นสิ่งสำคัญ การลงเรียนคอร์ส หรือการเรียนคอร์สออนไลน์ หรือการทำกิจกรรมอาสาสมัคร จะช่วยสร้างความมั่นใจและเพิ่มพูนความรู้ที่เกี่ยวข้องกับสายงานใหม่ได้อีกด้วย
หลายๆ บริษัทอาจมีอคติกับคนมีอายุ คุณไม่จำเป็นต้องบอกอายุของคุณลงไปในเรซูเม่ แต่คุณควรเน้นข้อมูลด้านบวกแทน เช่น ประสบการณ์, ความเป็นมืออาชีพ และทักษะที่หลากหลาย
ผู้ว่าจ้างให้ความสำคัญกับแรงจูงใจและการมีเป้าหมายที่ชัดเจน คุณควรนำเสนอให้ผู้ว่าจ้างเห็นว่าการเปลี่ยนงานในครั้งนี้ ผ่านการคิดมาอย่างดีแล้ว รวมถึงแสดงให้เห็นว่าคุณจะทำประโยชน์อะไรให้องค์กรได้บ้าง ประสบการณ์ของคุณจะกลายเป็นจุดแข็ง ที่แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุุ่นทางจิตใจ, การปรับตัวได้ทุกสภาพการณ์ รวมถึงความสามารถในการทำงานกับคนที่หลากหลายได้อีกด้วย
ความมั่นใจคือหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนงาน วราวุธมองว่าความทุ่มเทอย่างไม่ลดละเป็นสิ่งสำคัญ และมองเรื่องอายุในแง่บวก "คุณมาพร้อมกับประสบการณ์ทั้งชีวิต และนั่นคือจุดแข็งที่แท้จริงของคุณ ผู้ว่าจ้างล้วนอยากได้คนที่ทุ่มเทและพร้อมเรียนรู้"
บรัชฟิลด์แนะนำให้ลองพูดคุยกับคนที่ทำงานในสายงานที่ผู้สมัครสนใจสมัครดู "คุยกับคนทำงานเพื่อเรียนรู้ว่าจะทำงานนี้ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง สร้างคอนเนคชั่น, ศึกษาผู้คน และผลิตภัณฑ์ หรือไม่ก็ลองทำงานอาสาสมัครในสายงานใหม่ที่คุณสนใจดู"
นอกจากนี้ การรักษาความสัมพันธ์กับอดีตเพื่อนร่วมงานยังเป็นสิ่งสำคัญ เครือข่ายของคุณที่คุณรู้จักจะเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดที่จะช่วยให้เป้าหมายใหม่ที่ยิ่งใหญ่ของคุณกลายเป็นจริง
การเปลี่ยนงานตอนอายุ 40 50 หรือ 60 ปีไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปหากคุณเตรียมพร้อมมาอย่างดี
ฐิรญาดาให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานเช่น ทักษะความสามารถและการวางแผนการเงิน ขณะที่วรวุธเน้นย้ำในเรื่องความมานะทุ่มเทและการประยุกต์ใช้ทักษะที่มีให้เข้ากับงานใหม่ที่สมัคร
ความสำเร็จด้านการงาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเหมาะสมในตลาดงานนั้นๆ อีกด้วย ด้วยการวางแผนอย่างรอบคอบ, ความยืดหยุ่นทางจิตใจ และความมั่นใจ จะทำให้การเปลี่ยนงานตอนที่คุณอายุมากนั้นเป็นมุดหมายสำคัญที่คุณจะได้เพิ่มพูนประสบการณ์และพบกับงานที่ทำให้คุณมีความสุขได้อย่างแท้จริง