ดึงดูดคนที่ใช่ ได้คนที่ตรงใจ

จุดเด่นของอุตสาหกรรม ธุรกิจสตาร์ทอัพ อีคอมเมิร์ซ

ปัจจัยสำคัญในการดึงดูดผู้สมัครงาน

1. เงินเดือน/ผลตอบแทน
2. โอกาสความก้าวหน้า
3. ความมั่นคงในการทำงาน

เพศ

เพศชาย: 43%
เพศหญิง: 57%

รู้หรือไม่

ผู้หางานที่สนใจในอุตสาหกรรมนี้มักไม่สนใจในเรื่องเงินเดือนหรือค่าตอบแทนมากนัก ในทางกลับกัน การได้พัฒนาความรู้เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการมากกว่าเรื่องเงินเดือนอย่างเห็นได้ชัด

รู้หรือไม่

อุตสาหกรรมในธุรกิจสตาร์ทอัพ และอีคอมเมิร์ซ เป็นหนึ่งอุตสาหกรรมที่ทำให้ตลาดมีความตื่นตัวมากในระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา และเป็นธุรกิจที่ดึงคนเก่งทั้งที่มีประสบการณ์และเด็กจบใหม่ไปอยู่ในธุรกิจนี้ได้ไม่น้อย ซึ่งสร้างบาดแผลให้กับองค์กรใหญ่ที่เคยเป็นเป้าหมายหลักของวัยทำงาน และองค์กรใหญ่เหล่านั้นก็พยายามหาวิธีใหม่ในการดึงดูดคน แม้กระทั่งพยายามทำให้องค์กรเองมีรูปแบบ และไลฟ์สไตล์ที่ใกล้เคียงกับธุรกิจนี้ให้มากที่สุด เพราะเชื่อว่าธุรกิจสตาร์ทอัพ และอีคอมเมิร์ซ เป็นธุรกิจที่ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่ และรุ่นที่กำลังจะเติบโตเข้ามาในตลาดแรงงาน

จากผลสำรวจ Laws of Attraction ในธุรกิจสตาร์ทอัพ และอีคอมเมิร์ซ โดยภาพรวมแล้วแรงจูงใจที่ส่งผลต่อการดึงดูดและรักษาคนเก่งไม่ต่างจากธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่น แต่มีการสลับลำดับกันบ้าง คือ 15.8% ของพนักงานที่อยู่ในธุรกิจนี้ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน อีก 14.1% ให้ความสำคัญกับโอกาสความก้าวหน้าในวิชาชีพ และ 11% ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของงาน

แม้ว่าเสน่ห์ของธุรกิจสตาร์ทอัพ และอีคอมเมิร์ซ อยู่ที่ภาพลักษณ์และวัฒนธรรมองค์กรที่มีความทันสมัย แต่ถ้าองค์กรในธุรกิจนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน โอกาสความก้าวหน้าในวิชาชีพ และความมั่นคงของงาน ไม่มีนโยบายหรือแนวทางในการปฏิบัติ รวมทั้งการสื่อสารที่ดีอย่างเป็นรูปธรรม องค์กรก็อาจจะไม่สามารถดึงคนเก่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้มีประสบการณ์หรือเด็กจบใหม่มาร่วมงานได้ง่าย ๆ เช่นกัน และอาจจะแพ้ให้กับองค์กรใหญ่ที่มีพร้อมในสามประเด็นนี้ และพร้อมที่จะปรับภาพลักษณ์ขององค์กร รวมถึงวัฒนธรรมให้ทันสมัย เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญขององค์กร

 

Generations กับความแตกต่างในสิ่งที่ต้องการ

เมื่อพูดถึงธุรกิจสตาร์ทอัพ และอีคอมเมิร์ซ อาจจะเข้าใจไปเองว่ามีแต่เฉพาะเด็กรุ่นใหม่ Gen Y ตอนปลายหรือ Gen Z เท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วธุรกิจนี้ยังคงประกอบไปด้วย Gen X, Gen Y และ Gen Z ที่มีทั้งเป้าหมายและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน

Gen X ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินมาเป็นอันดับที่หนึ่งคือ 15.2% อันดับที่สองคือ ความมั่นคงในงาน 14.6% ในขณะที่อันดับที่สามไม่ใช่โอกาสในการเติบโตในวิชาชีพ แต่กลายเป็น Work Life Balance ที่ 11.8% ส่วนโอกาสการเติบโตในวิชาชีพ มาเป็นอันดับที่ 4 คือ 10.3% ดังนั้น ถ้าจะยื่นข้อเสนอเรื่องโอกาสการเติบโตในวิชาชีพกับ Gen X อาจจะต้องทำให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจน ไม่คลุมเครือ ถึงจะใช้ในการสร้างแรงจูงใจและแรงดึงดูดได้

ในขณะที่ Gen Y แม้ว่าอันดับหนึ่งจะเหมือนกันคือ ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินมาเป็นอันดับที่หนึ่ง 16.5% แต่อันดับที่สองคือเป็นเรื่องโอกาสในการเติบโตในวิชาชีพถึง 16% ส่วนอันดับที่สามเป็นเรื่อง Work Life Balance ที่ 10.2% และอันดับที่สี่คือความมั่นคงในงานที่ 9.2% จากการให้ลำดับความสำคัญนี้ หากจะสร้างแรงจูงใจและดึงดูดให้ Gen Y เข้ามาร่วมงานกับองค์กร นโยบายและแนวปฏิบัติเรื่องการเติบโตในวิชาชีพ เป็นกลยุทธ์และเครื่องมือที่สำคัญ

ในขณะที่ Gen Z ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินเป็นอันดับหนึ่งเช่นกันคือ 14.6% แต่อันดับสองให้ความสำคัญกับโอกาสในการเติบโตในวิชาชีพ 14.1% ส่วนความมั่นคงในงาน 9.8% เป็นอันดับที่สาม และ Work Life Balance เป็นอันดับที่สี่ 9.4% แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มนี้ที่ไม่น่ามองข้ามคือ การให้ความสำคัญกับเพื่อนร่วมงาน รวมไปถึงสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่ Gen Z ให้ความสำคัญมากกว่า Gen X และ Gen Y

ถ้าคิดจะดึงดูด Gen Z เข้ามาทำงานและสร้างแรงจูงให้กับคนกลุ่มนี้ อย่าลืมพิจารณาเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในกลุ่มเพื่อนร่วมงาน รวมถึงสร้างบรรยากาศที่เหมาะสม ทันสมัย ตรงกับไลฟ์สไตล์ด้วย

 

Top Management และภาวะผู้นำคือหนึ่งในจุดเปลี่ยน

แม้ว่าปัจจัยด้านทีมผู้บริหาร (Management) และรูปแบบการบริหารงาน (Leadership Style) จะไม่ใช่สามอันดับแรก แต่การเป็นอันดับที่ 5 ของธุรกิจสตาร์ทอัพ และอีคอมเมิร์ซ ที่ภาพรวมอยู่ที่ 9% ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งถ้ามองธรรมชาติของธุรกิจนี้ที่จำนวนคนในองค์กรอาจจะไม่ได้มาก หรือรูปแบบการบริหารงานและวัฒนธรรมที่พนักงานกับผู้บริหารมีความใกล้ชิดกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พฤติกรรม วิสัยทัศน์ บุคลิกภาพ ทัศนคติ และไลฟ์สไตล์ของผู้บริหารจะมีผลโดยตรงต่อพนักงานทั้งในด้านของการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน และดึงดูดคนเข้ามาร่วมงาน

Gen X ให้ความสำคัญกับทีมผู้บริหาร และรูปแบบการบริหารงาน 9.9% Gen Y ให้ความสำคัญที่ 8.8% ส่วน Gen Z ให้ความสำคัญที่ 7.9% และถ้ามองในประเด็นระดับของพนักงาน พนักงานในตำแหน่งระดับสูงให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ถึง 11.4% ซึ่งเกือบเท่าปัจจัยด้านโอกาสการเติบโตในวิชาชีพ กลุ่มผู้บริหารระดับกลางเองก็ให้ความสำคัญถึง 8.4% จากตัวเลขเหล่านี้ เราต้องมองให้ออกว่าผู้บริหารระดับสูง (Top Management) ของธุรกิจนี้ควรจะต้องทำตัวอย่างไร ที่จะเพิ่มแรงจูงใจและดึงดูดคนมาทำงานกับองค์กรได้

การส่งเสริมให้ผู้บริหารเป็น IDOL ของคนในแต่ละ Generation หรือแต่ละกลุ่มเป้าหมายคือกลยุทธ์ที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง แต่สิ่งที่เราต้องรู้ก่อนก็คือ คนในแต่ละกลุ่มไม่ว่าจะแบ่งตาม Generation หรือแบ่งตามสายอาชีพ เรามองเห็นหรือไม่ว่าคนกลุ่มนี้เชื่อในผู้นำที่มีคุณลักษณะแบบไหน แล้วในองค์กรของเรามีคนแบบนั้นหรือไม่ ถ้ามี องค์กรได้ใช้ให้ผู้นำเหล่านี้ได้ออกมาสื่อสารหรือสร้างแรงจูงใจผ่านช่องทางใดบ้าง

แล้วถ้าหากผู้นำในองค์กรของเรายังไม่มีพฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์เหล่านั้นอยู่ เราสามารถสร้างขึ้นมาได้หรือไม่ ถ้ามั่นใจว่าสร้างได้ นั่นหมายความว่าจะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารเหล่านั้น และสิ่งที่หน่วยงานบริหารทรัพยากรบุคคลต้องทำเป็นอันดับแรกคือ ทำให้ผู้บริหารหรือผู้นำองค์กรเห็นความสำคัญของการสร้างแรงจูงใจ และดึงดูดคนเก่งเข้ามาในองค์กร

 

รู้หรือไม่

Leader หรือผู้บริหารที่ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง (Lead by Example) มีทัศนคติเชิงบวก มีความเป็นมืออาชีพ และเข้าถึงได้ง่าย คือคุณลักษณะของผู้บริหารที่พนักงานในธุรกิจสตาร์ทอัพ และอีคอมเมิร์ซต้องการ

 

เกี่ยวกับแบบสำรวจ ข้อมูลประกอบภาพรวมอุตสาหกรรม ได้จากการสำรวจ Laws of Attraction จัดทำโดย jobsDB ประเทศไทย อ่านเพิ่มการข้อกำหนดและเงื่อนไขการนำข้อมูลไปใช้งานได้ที่นี่ คลิก

พลาดไม่ได้ ข้อมูลเชิงลึกพร้อมให้คำปรึกษา

ติดต่อผู้เชี่ยวชาญของ jobsDB เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมในการสรรหาบุคลากรและคำแนะนำการประยุกต์ใช้ข้อมูล Laws of Attraction ในการดึงดูดผู้สมัครงาน

ต้องการความช่วยเหลือ?