สำรวจแนวโน้มการให้สวัสดิการปี 57

employee_benefits_100          ทาวเวอร์ส วัทสัน สำรวจแนวโน้มการให้สวัสดิการกับลูกจ้างในเอเชียแปซิฟิก คาดในปี 2557 นายจ้างจะให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ด้านสวัสดิการมากขึ้น เพื่อดึงดูดพนักงานใหม่และรักษาพนักงานเดิม ชี้จะใช้ระบบยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นสอดรับความต้องการลูกจ้างแต่ละคน หลายบริษัทเน้นเรื่องสุขภาพ-คุณภาพชีวิต พบหลายแห่งมีจุดอ่อนเรื่องการสื่อสารให้พนักงานรับรู้

          ผลสำรวจล่าสุดโดยทาวเวอร์ส วัทสัน ที่ปรึกษาด้านการบริหารองค์กรระดับโลก เปิดเผยว่า นายจ้าง 4 ใน 10 รายมีรายจ่ายในด้านสวัสดิการพนักงานสูงเกินกว่า 20% ของค่าตอบแทนพนักงานทั้งหมด แต่ลูกจ้างจำนวนมากกลับไม่เห็นค่าของการลงทุนมหาศาลนี้เท่าใดนัก โดยมีองค์กรราวครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่ระบุว่าพนักงานของตนเห็นคุณค่าในระบบ สวัสดิการของบริษัทในระดับปานกลางถึงสูง และอีก 15% พบว่าพนักงานของตนไม่เห็นคุณค่าของสวัสดิการที่นายจ้างมีให้เลย

 

          การสำรวจ Asia Pacific Employee Benefit Trends ประจำปี 2556 ซึ่งจะนำไปใช้ในปี 2557 จัดทำขึ้นด้วยการเก็บข้อมูลจากนายจ้างรวมทั้งสิ้น 1,066 รายทั่วภูมิภาค ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2556 โดยข้อมูลจากการสำรวจยังชี้อีกว่า ความเห็นของพนักงานที่มีต่อสวัสดิการไม่ได้ดีขึ้นไปตามระดับค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นของทางบริษัท หมายความว่าเจ้าของกิจการอาจไม่สามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติในจุดนี้ได้ด้วยการลงทุนเพิ่มเติม

 

          “เราพบว่านายจ้างได้หันมาให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ด้านสวัสดิการมากขึ้น เพื่อให้องค์กรสามารถดึงดูดพนักงานใหม่และรักษาพนักงานเดิมไว้ได้ดีขึ้น ปัจจุบัน นายจ้างกว่า 81% วางกลยุทธ์ด้านสวัสดิการเพื่อช่วยชี้นำการตัดสินใจในด้านดังกล่าว ขณะที่ในปี 2552 มีเพียง 66% เท่านั้น”

 

          “ผลสำรวจของเราทำให้เกิดข้อสงสัยชวนคิดในด้านประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของกลยุทธ์เหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกธุรกิจยุคใหม่ที่มีการแข่งขันสูง และยังมีองค์กรต่าง ๆ เข้ามาแย่งชิงคนที่มีความสามารถกันทั่วทั้งภูมิภาค” แมทธิว แจ็คสัน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาประสิทธิภาพสวัสดิการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกล่าว

 

          “อย่างไรก็ตาม เราพบว่านายจ้างบางรายเลือกที่จะแก้ปัญหาเรื่องมุมมองด้านคุณค่าของระบบสวัสดิการในหมู่พนักงานโดยการเพิ่มสวัสดิการให้มากขึ้น แต่วิธีนี้อาจทำให้ปัญหานี้แย่ลงแทนที่จะดีขึ้น เนื่องจากองค์กรในปัจจุบันมักจะมีความหลากหลายด้านกำลังคนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการสร้างระบบสวัสดิการเพียงระบบเดียวสำหรับพนักงานทุกคนก็มักจะไม่ใช่ นโยบายที่ดีที่สุด นายจ้างน่าจะทบทวนและปรับปรุงระบบสวัสดิการของเดิม พร้อมกับเปิดโอกาสให้พนักงานมีทางเลือกในด้านสวัสดิการ แทนที่จะไปเพิ่มสวัสดิการแบบเดียวกันให้กับทุกคน” มร. แจ็คสัน กล่าวเพิ่มเติม

 

          ผลสำรวจจาก ทาวเวอร์ส วัทสัน พบอีกว่า นายจ้างที่มีแผนจะปรับให้ระบบสวัสดิการของตนมีความยืดหยุ่นจะมีจำนวนเพิ่มเท่าตัวในปีหน้า โดยนายจ้างจำนวน 32% จะเพิ่มความยืดหยุ่นในแผนสวัสดิการ (เทียบกับ 15% ในปีนี้) และอีก 23% จะเริ่มนำเอาแผนสวัสดิการแบบยืดหยุ่นมาใช้ (เทียบกับ 12% ในปีนี้)

 

          ส่วนด้านการสื่อสารเกี่ยวกับสวัสดิการ พบว่านายจ้างเกือบหนึ่งในสาม (31%) ยังไม่มีการสื่อสารกับพนักงานในเรื่องของสวัสดิการ ซึ่งแม้ว่าจะยังเป็นตัวเลขที่สูง แต่ก็ยังน้อยกว่าสถิติ 55% จากการสำรวจในปี 2552 นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและมุมมองด้านคุณค่าของสวัสดิการที่ได้รับ โดยบริษัทที่สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะมีพนักงานที่เห็นคุณค่าของสวัสดิการมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

 

          “ข้อมูลตรงนี้มีความหมายมากทีเดียวสำหรับประเทศไทย เมื่อมองจากบางด้าน นายจ้างในประเทศไทยก็ถือว่ามีศักยภาพด้านสวัสดิการในระดับเดียวกันกับชาติ อื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ เช่น การที่นายจ้างเกือบ 40% มีการลงทุนด้านสวัสดิการสูงกว่า 20% ของค่าจ้างทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกัน เรากลับพบว่านายจ้างกว่า 28% ไม่แน่ใจว่าพวกเขาใช้จ่ายในด้านนี้ไปทั้งหมดเท่าไร ซึ่งถือว่าน่าเป็นห่วงไม่น้อย และเราก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าบริษัทไม่รู้ว่าพวกเขามีค่าใช้จ่ายเท่าไร แล้วจะไปคาดหวังให้พนักงานมีความเข้าใจในด้านนี้ได้อย่างไร”คริส เมย์ส ผู้อำนวยการ ฝ่ายสวัสดิการประจำประเทศไทย กล่าวเสริม

 

          ผลสำรวจของ ทาวเวอร์ส วัทสัน ในปีนี้ แสดงให้เห็นว่าบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ในประเทศไทยกำลังพัฒนาศักยภาพด้าน สวัสดิการของตนด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ การปรับแต่งให้เข้ากับพนักงานแต่ละกลุ่ม และการสื่อสารที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยราวหนึ่งในสี่ (26%) ของผู้ที่เข้าร่วมการสำรวจระบุว่าองค์กรของตนจะเพิ่มความยืดหยุ่นในระบบสวัสดิการให้แก่พนักงาน เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถเลือกสวัสดิการในแบบที่เข้ากับวิถีชีวิตของตน และมีมูลค่าสูงในสายตาของพวกเขา

 

          ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้เห็นบริษัทหลายแห่งออกมาส่งเสริมประเด็นด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของ พนักงาน โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามหลายรายที่มีแผนจะเปิดตัวโครงการช่วยเหลือพนักงาน เว็บไซต์ข้อมูลด้านสุขภาพ และนโยบายรับรองพนักงานทุพพลภาพ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพพนักงาน ควบคู่ไปกับการเพิ่มผลผลิตและการมีส่วนร่วมในการทำงานของพนักงาน

 

          นายจ้างทุกคนจะต้องตระหนักถึงความหลากหลายด้านกำลังคนในองค์กร และมองเห็นว่าพนักงานในแต่ละกลุ่มก็มีความต้องการที่แตกต่างกันไป ระบบสวัสดิการแบบยืดหยุ่นถือเป็นคำตอบที่ดีสำหรับปัญหานี้ เพราะพนักงานจะสามารถเลือกสิทธิประโยชน์ที่ดูน่าสนใจสำหรับพวกเขาได้เอง

 

          แอนดรูว์ เฮิร์ด กรรมการผู้จัดการฝ่ายสวัสดิการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวเพิ่มเติมว่า แต่การยืดหยุ่นนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมเท่านั้น โดยหากขาดความชำนาญในด้านการสื่อสารและกลยุทธ์การบริหารงานที่เหมาะสม ความพยายามในการวางระบบที่ดีก็อาจจะเสียเปล่าไปโดยไม่ได้อะไร นายจ้างควรจะพิจารณาระบบสวัสดิการของตนอย่างทั่วถึงด้วยมุมมองแบบองค์รวม เพื่อให้การลงทุนด้านสวัสดิการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างการรับรู้คุณค่าของสวัสดิการในหมู่พนักงานต่อไป

 

ที่มา : www.manager.co.th

 

เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

สุดยอดนายจ้างปี 56

บริหารพนักงานอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

4 ทักษะการทำงานที่ผู้ประกอบการต้องการ