เป็นเซลส์อย่างไรให้ถูกใจหัวหน้า

          หากคุณไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัท/ กิจการ หรือทำงานอิสระ (Freelance) แล้วล่ะก็ ทุกคนคงจะมีหัวหน้างานซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ให้คุณ และให้โทษแก่คุณ พบว่าลูกน้องหลายต่อหลายคนที่มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้ก็เพราะหัวหน้างานที่คอยเป็นผู้ผลักดัน ช่วยเหลือ และอบรมพัฒนาให้มีความรู้และประสบการณ์ รวมทั้งให้โอกาสแก่คุณได้แสดงฝีมือในการทำงาน

          และคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าหัวหน้างานจะมีหลากหลายสไตล์ที่แตกต่างกันไป เช่น พวกที่จู้จี้ขึ้บ่น หรือพวกที่ชอบเอะอะโวยวาย เป็นต้น แน่นอนว่าไม่มีหัวหน้างานคนไหนที่ดีสุดๆ แบบชนิดที่ว่า PERFECT ไปซะทุกเรื่อง ดังนั้นในฐานะที่คุณเองเป็นลูกน้องคนหนึ่ง อยากให้คุณมองตนเองก่อนว่าจะทำตัวอย่างไรให้หัวหน้างานพอใจ ทั้งนี้การปฏิบัติตนให้หัวหน้างานพอใจนั้นไม่ใช่เรื่องอยาก เพียงขอให้คุณเข้าใจความต้องการหรือธรรมชาติของผู้เป็นหัวหน้างานว่าพวกเค้าต้องการหรือมีธรรมชาติอย่างไร

          A – Accuracy : ทำงานให้ถูกต้อง แม่นยำ ไม่มีหัวหน้างานคนไหนอยากให้ลูกน้องทำงานผิด ๆ ถูก ๆ แก้แล้วแก้อีก แบบชนิดที่ว่าต้องคอยกำกับไปซะทุกเรื่อง หากคุณรีบทำงานและส่งงานมาให้ตรงหรือก่อนเวลาที่กำหนด แต่ผลงานที่ออกมานั้นต้องมีการแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำเล่า งานชิ้นนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยในสายตาของหัวหน้างาน มันอาจจะส่งผลต่อผลการทำงาน (Performance) ที่ไม่ดีของตัวคุณเอง ดังนั้นดิฉันขอแนะนำว่าควรทำงานให้ถูกต้องแม่นยำจะดีที่สุด อย่าพยายามรีบนำส่งโดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูล เพราะจะทำให้หัวหน้าคุณเริ่มไม่ไว้วางใจในตัวคุณ อย่าลืมว่าความไว้วางใจจะเกิดขึ้นจากผลงานที่คุณทำ ซึ่งหากหัวหน้างานเจอข้อผิดพลาดแล้วล่ะก็ เค้าอาจต้องลงมาควบคุมการทำงานคุณอย่างใกล้ชิด ชนิดที่ว่าคุณเองอาจจะอึดอัดใจหรือรำคาญใจเลยก็ว่าได้

          C – Cooperation : ให้ความร่วมมือ และอาสาทำงาน อย่าพยายามเกี่ยงหรือหลีกเลี่ยงงานที่หัวหน้ามอบหมายพิเศษ หรืออาจเป็นงานด่วนที่ต้องการความช่วยเหลือ เพียงเพราะคิดว่าไม่อยากให้ใครมาเอาเปรียบ หรือคิดว่าทำไมไม่ใช้ให้อีกคนทำ เกรงว่าตนเองจะต้องอยู่ดึกดื่น หรือทำงานในวันหยุด ลูกน้องบางคนคิดว่าได้เงินแค่นี้ก็ทำงานในปริมาณเท่านี้ก็พอแล้ว ทำไมต้องอุทิศตนอะไรมากมาย ทำงานให้ดีแค่ไหน เงินเดือนก็ไม่ขึ้น ไม่รู้จะทำไปทำไม คุณรู้ไหมว่าหากคุณคิดแบบนี้ ก็เท่ากับว่าคุณปิดโอกาสในการเรียนรู้งานเพิ่มเติม ปิดโอกาสที่จะฝึกทักษะในการทำงานใหม่ ๆ และโดยเฉพาะปิดโอกาสที่จะแสดงศักยภาพหรือความสามารถให้หัวหน้างานเห็น และผลที่ตามมาก็คือ ค่าตัวหรือมูลค่า (Value) ของตัวคุณไม่ได้เพิ่มขึ้นตามอายุของคุณเลย และผลในระยะยาวก็คือคุณจะมีความสามารถหรือทักษะที่จำกัดเฉพาะแค่งานที่ทำเท่านั้น ขอให้ตระหนักไว้เสมอว่าความสามารถในการทำงานของคุณ จะบ่งบอกถึงมูลค่าของคุณเอง ยิ่งคุณมีมูลค่ามากขึ้นเท่าไหร่ คุณยิ่งมีค่าตัวมากขึ้นเท่านั้น

          F – Follow Up : ติดตามงานอย่างสม่ำเสมอ คงไม่มีหัวหน้างานคนไหนที่อยากจะมาจ้ำจี้จำไชลูกน้องทุก ๆ วัน หรือคอยติดตามสอบถามความคืบหน้าจากลูกน้องอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นลูกน้องเองควรจะติดตามงานที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้างานอย่างสม่ำเสมอ และรีบแจ้งความคืบหน้าให้หัวหน้าทราบทันที อย่ารอให้หัวหน้าต้องทวงถามหรือถามถึงก่อนอยู่บ่อยครั้ง แต่พยายามแจ้งความคืบหน้าหรือความก้าวหน้าของงานที่คุณเองได้ติดตามไป หากงานที่คุณกำลังติดตามมีปัญหาหรือข้อขัดข้องที่คุณไม่สามารถแก้ไขได้ ขอให้รีบแจ้งหัวหน้าของคุณเองเพื่อให้เค้ารับรู้ปัญหาว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมงานที่มอบหมายถึงไม่คืบหน้าเสียที จงอย่าแบกรับปัญหาเอาไว้เองโดยที่หัวหน้างานของคุณไม่รับรู้อะไรเลย ดังนั้นการติดตามและแจ้งผลของงานให้หัวหน้าทราบ จะทำให้หัวหน้างานไม่ต้องคอยกังวลหรือถามไถ่งานจากคุณบ่อยครั้งนัก

          L – Listening : ฟังให้เข้าใจ ก่อนลงมือปฏิบัติ ลูกน้องหลายคน กลัวไม่กล้าถามหัวหน้างานหากไม่เข้าใจงานที่มอบหมายให้ หรือบางครั้งอาจคิดไปเองโดยไม่มีการสอบถามหรือทบทวนงานที่มอบหมายให้ทำ ในส่วนนี้ทั้งหัวหน้าและลูกน้องคงจะต้องทำความเข้าใจกันก่อน โดยหัวหน้าเองอาจจะสอบถามความเข้าใจจากลูกน้องว่ามีความเข้าใจมากน้อยแค่ไหนอย่างไรบ้าง และผู้ที่เป็นลูกน้องเองควรจะทวนโจทย์หรืองานที่นายมอบหมายให้ทำ อย่าเดาหรือคิดเอาเองเพราะจะยิ่งทำให้เสียเวลาทั้งตัวลูกน้องเองเพราะจะต้องแก้ไขงานและนำส่งงานให้หัวหน้าใหม่ และหัวหน้าเองอาจต้องเสียเวลาในการตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้นควรตั้งใจฟังพยายามจับประเด็นให้ได้ว่าหัวหน้างานต้องการให้ทำอะไร มีขั้นตอนอย่างไร และต้องนำส่งงานให้หัวหน้างานเมื่อไหร่ และควรจะสอบถามเพิ่มเติมหากมีข้อสงสัย อย่าให้เป็นคำถามที่คาใจคุณ เพราะอาจทำให้คุณทำงานผิดพลาดไปได้

          R – Respect : เคารพยกย่อง อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ว่าหัวหน้างานจะเก่งหรือไม่เก่งกว่าคุณ หรือเป็นหัวหน้างานที่คุณเองไม่ถูกชะตาเอาซะเลย คนที่เป็นลูกน้องที่ดี ควรให้เกียรติหัวหน้างาน พยายามอย่าเอาเรื่องของหัวหน้าไปเมาส์หรือป่าวประกาศในทางเสียหาย อย่าพยายามพูดให้ใครต่อใครคิดและรู้สึกไม่ดีต่อหัวหน้างานของเราเอง การแสดงความเคารพนั้นยังหมายรวมถึงการยอมรับฟังในประเด็น หรือเหตุผลของหัวหน้างาน อย่าพยายามโต้เถียงเพื่อเอาชนะ จงยอมรับและปฏิบัติตามในผลสรุปที่หัวหน้างานเห็นว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสม นอกจากนี้การแสดงความเคารพยังหมายความถึงการใช้คำพูดกับหัวหน้างานคุณเอง จงระวังคำพูดที่สื่อสารออกไป บางครั้งคุณอาจจะสนิทสนมกับหัวหน้างานมากจนลืมไปว่าเค้าคือหัวหน้าของคุณเอง ซึ่งคำพูดที่สื่อออกไปอาจฟังแล้วไม่รื่นหู จนบางครั้งไม่รู้ใครเป็นหัวหน้าหรือลูกน้องกันแน่ และขอให้ตระหนักไว้เสมอว่า คำพูดเปรียบเสมือนดาบสองคม ซึ่งจะทำให้ผู้ใหญ่ชอบหรือไม่ชอบตัวเราจากคำพูดที่สื่อออกไป

          S – Self Improvement : ปรับปรุงตนเอง สร้างความสำเร็จ ลูกน้องที่ดีควรพยายามคิดหาวิธีการที่จะปรับปรุงและพัฒนาระบบงานของตนเองให้ดีขึ้นอยู่เสมอ พยายามคิดว่าจะช่วยงานของหัวหน้างานได้อย่างไรเพื่อให้หัวหน้างานเบาแรงและเบาใจ รวมทั้งควรรับฟังหัวหน้างานเมื่อหัวหน้างานชี้แจงข้อบกพร่อง หรือสิ่งที่เค้าต้องการให้คุณปฏิบัติ อย่าถือโทษโกรธเคืองหัวหน้าของคุณเองเพียงเพราะเค้าเตือนหรือต่อว่าการทำงานของคุณ ขอให้คุณมองให้ลึกซึ้งลงไปว่าการที่หัวหน้าคอยตักเตือนหรือสอนสั่งคุณ เหตุเพราะเค้าอยากให้คุณได้ดิบได้ดีในอนาคตข้างหน้า เค้าอยากให้คุณปรับปรุงและพัฒนาผลงานของตนเองให้ดีขึ้น การตักเตือนหรือต่อว่าการทำงานของคุณ ณ ตอนนี้ จะดีกว่าที่คุณไม่รู้เลยว่าคุณทำงานเป็นอย่างไร และเมื่อถึงเวลาประเมินผลการทำงาน หัวหน้างานอาจจะประเมินผลการทำงานของคุณไม่ดีหรือไม่เป็นไปอย่างที่คุณหวังหรือคิดไว้เลย

          ดังนั้นในฐานะที่คุณเองเป็นลูกน้องคนหนึ่ง ขอให้คุณเริ่มมองตนเองว่าคุณปฏิบัติตนอย่างไรกับหัวหน้างานของคุณเอง และหัวหน้างานยอมรับคุณมากน้อยแค่ไหน หากสถานการณ์ระหว่างคุณกับหัวหน้างานไม่สู้ดีนัก คุณควรเริ่มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองเสียใหม่ ยังไม่สายเกินแก้ที่จะปฏิบัติตนให้หัวหน้างานพอใจ พยายามสร้างรอยยิ้มและเสียหัวเราะในการทำงานร่วมกับหัวหน้างาน และในที่สุดคุณเองจะเป็นผู้หนึ่งที่มีความสุขและสนุกกับการทำงานร่วมกับหัวหน้างานของคุณเอง