เธอก็เป็นคนเก่งได้นะ! ฝึกตัวเองให้เรียนรู้รวดเร็วติดจรวด ด้วยเทคนิค Ultralearning

FacebookLineTwitterLinkedInEmailCopy LinkPrint

           ท่ามกลางกระแสโลกยุคดิจิทัลที่หมุนไว เทคโนโลยี และความรู้ใหม่ ๆ มีให้อัปเดตกันทุกวัน ทำให้การพัฒนาสกิลหรือทักษะเพิ่มเติมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long learning) อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ทุกก็รู้อยู่แล้วว่าต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอเพื่อให้ก้าวทันโลกยุคใหม่ แต่ทำอย่างไรถึงจะเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ที่มีมาให้ศึกษากันอยู่ทุกวันให้ทันเวลามากกว่าที่เป็นประเด็นให้คนยุคนี้ต้องคิดถึง ในวันที่ความรู้สามารถหาเรียนได้เองผ่านอินเทอร์เน็ต หลายคนจึงเลือกใช้เทคนิค Ultralearning ในการเรียนรู้สิ่งใหม่ในเวลาที่น้อยลง ทำให้ใครก็สามารถเป็น Specialist ในเรื่องต่าง ๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม

Ultralearning

Ultralearning คืออะไร

           Ultralearning คือ “กลยุทธ์” การเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ อย่างเข้มข้นด้วยตัวเอง ทำให้คุณมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์นั้น ๆ ได้ในเวลารวดเร็ว เทคนิคนี้ถูกคิดค้นขึ้นโดยคุณ Scott Young ผู้ใช้กลยุทธ์การเรียนรู้ด้วยตัวเองแบบ Ultralearning จนสามารถเรียนจบหลักสูตรปริญญาตรี ด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัย MIT ได้ภายใน 1 ปี ทั้งที่จริง ๆ แล้วปกติหลักสูตรต้องใช้เวลาเรียนถึง 4 ปีกว่าจะจบ

           ความสำเร็จอื่น ๆ ของคุณ Young จากเทคนิค Ultraleaning ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เขาสามารถเรียนฟังพูดภาษาใหม่ได้ 4 ภาษาในเวลาไม่ถึง 1 ปี แถมยังสามารถฟังพูดภาษาใหม่ ๆ เหล่านั้นได้อย่างเชี่ยวชาญเสียด้วย สามารถฝึกวาดรูปจากคนไม่มีพื้นฐานศิลปะมาก่อน จนวาดรูปออกมาได้สวยงามแบบคนเรียนศิลปะมาอย่างจริงจังในเวลาเพียง 1 เดือน และทั้งหมดนี้เป็นการเรียนรู้ดัวยตัวเองทั้งหมด เขาจึงไม่พลาดที่จะแชร์แนวคิด เทคนิคและวิธีการเรียนรู้แบบ Ultralearning ผ่านหนังสือที่เขาเขียนเองในชื่อเดียวกัน

 

9 ขั้นตอนของการเรียนแบบ Ultralearning

           ในเทคนิคการเรียนแบบ Ultralearning สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลัก ๆ ได้ 3 กลุ่ม คือ การวางแผนหรือวางโครงสร้างของการเรียนรู้ (Planning) หลังจากนั้นลงมือทำ (Doing) และการเช็คผลลัพธ์ของการลงมือทำ (Improving) ซึ่งแยกย่อยได้เป็น 9 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

  1.     Meta learning : First draw a map

           เริ่มที่การตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า ทำไมจึงอยากเก่งในเรื่องนี้ (Why?) เพื่อสร้างเป้าหมายในการเรียนให้ชัดเจน จากนั้นให้เริ่มวางแผนการเรียนผ่านคำถามที่ว่า ต้องรู้อะไรบ้าง เพื่อให้เก่งในเรื่องนี้ (What?) แล้วเริ่มหาว่าต้องทำอย่างไรบ้าง จึงจะรู้เรื่องเหล่านี้ (How?) ต้องไปเรียนรู้จากที่ไหน ลงเรียนคอร์สออนไลน์ หรือหาหนังสือมาอ่านเอง เป็นต้น

 

  1.     Focus : Sharpen your knife

           ตั้งสมาธิ จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ เป็นอีกกุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณเรียนรู้และเข้าใจได้เร็วขึ้น ที่สำคัญคือ คุณจะต้องตัดปัจจัยรบกวนออกให้หมด จึงจะทำให้คุณจดจ่อกับการเรียนได้ เพราะนิสัยผัดวันประกันพรุ่งที่มีอยู่ในตัวทุกคนเป็นศัตรูตัวร้ายที่มาขัดขวางการเรียนรู้ทักษะใหม่ของคุณ ลองใช้เทคนิคอื่น ๆ เข้ามาช่วย เช่น เทคนิคจัดการเวลาแบบ Pomodoro หรือ การจำกัดเวลาเล่นโซเชียลมีเดีย (social media restriction) หรือจะสร้างแรงจูงใจผ่านการให้รางวัลตัวเอง เช่น เรียนไปสัก 5 นาทีแล้วค่อยไปทำอย่างอื่น ซึ่งพอได้เริ่มเรียนแล้วก็มักจะติดพันจนเรียนเกิน 5 นาทีอยู่แล้ว จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มเวลาไปเรื่อย ๆ ในครั้งต่อไป

 

  1.     Directness : Go straight ahead

           กำหนดเป้าหมายในการเรียนให้ชัดเจน เน้นพุ่งเป้าเรียนสิ่งที่ต้องการรู้จริง ๆ เช่น ถ้าอยากพูดภาษาใหม่ ก็ให้เน้นไปที่การเรียนฟัง-พูดไปเลยโดยตรง ไม่ต้องเสียเวลาไปเรียนทุกด้านเพื่อให้เชี่ยวชาญ เพราะเราเพียงแค่อยากสื่อสารได้เท่านั้น พยายามเอาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้ได้ใช้ภาษาใหม่เยอะ ๆ เช่น บินไปเรียนภาษาเกาหลีที่ประเทศเกาหลี หรือถ้าอยากถ่ายรูปให้สวย ก็หาเวลาออกไปถ่ายรูปบ่อย ๆ ถ่ายให้เยอะ ไปกับเพื่อนที่ชอบถ่ายรูปเหมือนกัน หรือไปกับออกทริปถ่ายภาพกับชมรมนักถ่ายรูป

           การพาตัวเองออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ด้วยตัวเองเช่นนี้ ก็จะทำให้คุณได้เรียนรู้พร้อมสร้างประสบการณ์จริงกับผู้เชี่ยวชาญด้านนั้น ๆ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาไปพัฒนาทักษะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ครบทุกด้าน

 

  1.     Drill :  Attach your weakest point

           เจาะจุดเรียนรู้ในส่วนที่เป็นจุดอ่อนของคุณ ผ่านการวิเคราะห์สิ่งที่คุณได้เรียนไปแล้ว ว่าอะไรทำให้คุณยังไม่เก่งในเรื่องนั้น ๆ เสียที คุณต้องเรียนอะไรเพิ่ม จุดอ่อนและข้อบกพร่องของคุณอยู่ตรงไหน เมื่อเจอแล้วก็ให้เน้นฝึกฝน เรียนรู้ซ้ำ ๆ จนกว่าจุดอ่อนนั้นจะหายไป และคุณก็จะเกิดความชำนาญมากขึ้นไปพร้อม ๆ กัน

 

  1.     Retrieval : Test to learn

           หมั่นทดสอบตัวเองอยู่เสมอระหว่างเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เพราะการทดสอบเป็นการวัดผลว่าคุณมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถเอาทักษะเหล่านี้ไปใช้ได้จริงแค่ไหนในระหว่างที่เรียนอยู่ โดยไม่ต้องรอให้พร้อมหรือเรียนจบก่อน ใช้วิธีหาแบบทดสอบมาทำ หรือจะลองวิธีง่าย ๆ เช่น Review ทบทวนสิ่งที่กำลังเรียนรู้อยู่ อาจจะผ่านการจดโน้ต หรือไปถ่ายทอดให้คนอื่นฟังก็ได้ แต่ถ้ายังไม่พอให้ลองใช้วิธี Recall นึกถึงเรื่องที่กำลังเรียนอยู่ ตั้งคำถามขึ้นมาในใจ แล้วตอบเองโดยที่ไม่มีตัวช่วย ทำแบบนี้เรื่อย ๆ ก็จะเป็นการทดสอบความรู้ของคุณตลอดระยะเวลาที่เรียน

 

  1.     Feedback  : Don’t dodge the punches

           เปิดโอกาสให้คนอื่น ๆ วิจารณ์ แสดงความคิดเห็น (Feedback และ Comment) ความรู้ที่เป็นผลลัพธ์จากการเรียนของคุณ ซึ่งคอมเมนต์ที่คุณมองหาควรเป็นความคิดเห็นที่เป็นกลาง วิจารณ์ความรู้ของคุณโดยตรง แบบที่ไม่มีอคติส่วนตัว สามารถบอกได้ว่าดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบตรงไหน ระบุได้ว่าต้องปรับปรุงตรงไหนอีก จึงจะเรียกได้ว่าเป็นคำวิจารณ์ที่มีคุณภาพ ซึ่งถ้าได้ Feedback จากผู้เชี่ยวชาญเรื่องนั้น ๆ โดยตรงก็จะทำให้คุณสามารถพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด

 

  1.     Retention : Don’t fill a leaky bucket

           ว่าด้วยเรื่องการทำอย่างไร ไม่ให้ลืมความรู้ที่เรียนมา ทำอย่างไรให้ความรู้นั้นฝังแน่นอยู่ในเนื้อสมอง ซึ่งคำตอบก็คือ การหมั่นทำซ้ำ เรียนรู้ซ้ำ ๆ ทบทวนใหม่เรื่อย ๆ นำมาใช้ให้บ่อย ๆ เพื่อให้ความรู้นั้นติดตัวอยู่กับเราตลอดไป

 

  1.     Intuition : Dig deep before building up

           พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่คุณเรียนอยู่ให้ลึกซึ้ง รู้ให้ลึก รู้ให้จริง รู้ให้ถ่องแท้ถึงแก่นของความรู้ ผ่านการตั้งคำถามกับตัวเองบ่อย ๆ และอธิบายคำตอบและที่มาที่ไปกับตัวเองซ้ำ ๆ ถ้าประเด็นไหนที่ยังไม่รู้ก็ไปเรียนเพิ่ม อ่านเพิ่ม ศึกษาเพิ่มในประเด็นนั้น ๆ จนกว่าจะเข้าใจอย่างถ่องแท้

 

  1.     Experimentation : Explore outside your comfort zone

           เอาสิ่งที่ได้เรียนรู้มาไปพัฒนาทำสิ่งใหม่ ๆ ในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม เป็นการตั้งเป้าหมายให้ไกลกว่าแค่การได้รู้ เพราะการที่จะประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ขึ้นมาได้ คุณจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่คุณกำลังศึกษาอยู่อย่างลึกซึ้งถึงแก่นของความรู้นั้นจริง ๆ คุณถึงจะสามารถเอาความรู้นั้นมาปรับใช้ และพัฒนาต่อยอดจนสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่กลายมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคุณได้ในวันหนึ่ง

           เนื่องจากเทคนิคทั้ง 9 ข้อเป็นกลยุทธ์การเรียนรู้แบบ Ultralearning ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องเอาทุกข้อมาใช้เพื่อเรียนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่คุณอาจจะเลือกข้อที่คิดว่ามีประโยชน์ ตรงจุด และสามารถทำให้คุณเรียนรู้ความรู้ที่คุณสนใจได้เร็วขึ้นมาปรับใช้เอา เพื่อให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

           ที่สำคัญ ต้องไม่ลืมหัวใจสำคัญของ UltraLearning นั่นคือ การเลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจและอยากเรียนจริง ๆ (Self-Directed) ทุ่มเทลงมืออย่างไม่ย่อท้อ (Aggressive) แล้วคุณจะพบว่า คุณก็สามารถเก่งได้ด้วยตัวของคุณเอง ในเวลาที่รวดเร็วอีกด้วย

           สำหรับคนที่พร้อมเปิดโอกาสให้ตัวเราได้ค้รพบงานที่ใช่ ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งเสริมให้ตัวเราก้าวหน้าและพัฒนาต่อไป สามารถเข้ามาค้นหางานที่โดนใจได้ที่แอปพลิเคชัน JobsDB

ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ทั้ง iOS และ Android

JobsDB Mobile App

เลือกงานที่ใช่ ใช้ชีวิตที่ชอบ ด้วยการค้นหางานที่ง่ายและรวดเร็ว พร้อมทั้งจัดการเรซูเม่อย่างมีประสิทธิภาพ ให้คุณอัปโหลด ดู และลบได้ทุกเมื่อที่ต้องการ เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การใช้งานแสนง่าย ด้วยระบบ AI ใหม่ ช่วยค้นหางานที่ตรงใจมากขึ้นถึง 6 เท่า​

เด็กจบใหม่ต้องฟัง Transferable skills สกิลจำเป็นที่ไม่มีสอน แต่บริษัทต้องการ

Skills ที่ต้องมีเพื่อตลาดงานด้าน AI ที่จะเพิ่มมากขึ้นใน 2021-2025

Skill ยุคใหม่ที่คนทำงานธุรการต้องมีเมื่อต้อง work from home

Upskill Reskill คือ ทางรอด ไม่ปรับ อาจไม่รอด ในยุคมรสุมเศรษฐกิจ

Negotiation skill: soft skill ที่ควรมีในงานยุคดิจิทัล

บทความยอดนิยม
           ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ทำให้หลายคนพบกับความไม่แน่นอนของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบเรื่องงาน......
           หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องรู้ว่าเรื่องอะไรกำลังเป็นเทรนด์ในสังคม ข่าวดังประจำวันไม่เคยพลาด คาเฟ่ไหนที่ว่าชิคต้อ...

คำค้นหายอดนิยม

Scroll to Top