สลัดบาร์ น่ารู้

          สลัดบาร์ เป็นการจัดส่วนผสมและเครื่องปรุงสลัดในลักษณะบุฟเฟต์ โดยให้ผู้บริโภคบริการตนเอง สามารถเลือกชนิดอาหารและน้ำสลัดที่ตนเองต้องการได้ สลัดบาร์เกิดขึ้นครั้งแรกในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ต่อมาจึงได้เกิดสลัดบาร์ในซูเปอร์มาร์เก็ตและในโรงแรมชื่อดังต่าง ๆ ตามมา

          สำหรับอุปกรณ์ที่สำคัญในการจัดสลัดบาร์มีดังนี้

  • Tong คีมสำหรับคีบใบผัก รวมถึงผักที่มีลักษณะเป็นแท่งยาวและมีชิ้นใหญ่ เช่น แครอท เซเลรี หน่อไม้ฝรั่ง บรอกโคลี แท่งข้าวโพด Perforated Spoons ช้อนมีรูสำหรับตักอาหารที่อาจมีน้ำติดมาด้วย เช่น เมล็ดถั่วลันเตา กะหล่ำ และสลัดสำเร็จที่ผสมด้วยน้ำสลัดน้ำใส เช่น ฟรุตสลัด สลัดแตงกวากับหอมใหญ่
  • Basting Spoons หรือ Scoops คือช้อนทรงกระบวยสำหรับตักอาหารที่มีลักษณะจับตัวกันเป็นก้อนหรือเป็นเนื้อเดียวกัน เช่น มันฝรั่ง ข้าว ถั่วอบ
  • Small Ladles ช้อนสำหรับตักน้ำสลัด

          นอกจากนี้แล้ว วิธีการจัดสลัดบาร์ยังมีข้อควรคำนึงถึงก็คือ

  • ความหลากหลายและสีสันของอาหาร การจัดสลัดบาร์ต้องคำนึงถึงความหลากหลายของอาหารและการเลือกวัตถุดิบที่มีสีสันแตกต่างกัน ซึ่งต้องจัดวางให้เกิดความน่าสนใจด้วย เช่น สลับสีเขียว แดง เหลือง ขาว ไม่ใช่วางอาหารสีเดียวกันไว้ด้วยกัน อย่างไรก็ตามควรจัดหมวดหมู่ของอาหารให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น แบ่งเป็นส่วนของผักสด ผักต้ม ผลไม้ สลัดปรุงสำเร็จ และส่วนของน้ำสลัด
  • การคงความสดของวัตถุดิบ ควรวางภาชนะหรือถาดใส่วัตถุดิบต่าง ๆ บนถาดน้ำแข็งหรือบนชั้นแช่เย็นเพื่อคงความสดของวัตถุดิบ หากวัตถุดิบนั้นสัมผัสกับน้ำแข็งโดยตรง ก็ควรหมั่นเทน้ำที่ละลายออกมาทิ้งไป เพื่อไม่ให้วัตถุดิบแช่ในน้ำ แต่ถ้าคุณไม่สามารถจัดให้มีถาดน้ำแข็งหรือชั้นแช่แข็งสำหรับการจัดสลัดบาร์ของคุณได้ ควรแช่วัตถุดิบไว้ในตู้เย็น และนำมาจัดวางเมื่อจะเริ่มเสิร์ฟ ทั้งนี้ควรแบ่งวัตถุดิบออกมาทีละน้อยและหมั่นเติมบ่อย ๆ การนำวัตถุดิบมาวางในปริมาณมากจะทำให้ความสดลดลง ทั้งยังเกิดการปนเปื้อนและการเจริญเติบโตของเชื้อโรคในอาหารได้

การจัดสลัดบาร์          ก่อนจบขอส่งท้ายด้วยคำคมดีๆ ของ Oscar Wilde ที่ว่า “To make a good salad is to be a brilliant diplomatist — the problem is entirely the same in both cases. To know exactly how much oil one must put with one’s vinegar.” การทำสลัดให้อร่อยก็เหมือนการเป็นนักการทูตที่ดี ไม่ต่างอะไรกับการที่ต้องรู้ว่าเราต้องใส่น้ำมันมากแค่ไหนให้เข้ากับน้ำส้ม