สิทธิลูกจ้างกรณีจ่ายค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้าง

          คงไม่มีใครคาดหวังให้ตัวเองถูกเลิกจ้าง แต่ถ้าหากสิ่งนั้นเกิดขึ้น คนทำงานในฐานะลูกจ้าง ก็ต้องรู้สิทธิที่เราควรจะเรียกร้องว่ามีอะไรบ้าง กฎหมายการจ่ายค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง อาจดูเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก แต่เราก็ไม่ควรมองผ่าน ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างหรือลูกจ้างก็ตาม ควรจะทำความเข้าใจ เพื่อรักษาสิทธิของตนไว้

          เงินค่าชดเชย (Severance Pay) เป็นสิ่งที่นายจ้างต้องจ่ายในกับลูกจ้าง เพื่อเป็นการช่วยเหลือในกรณีที่ลูกจ้างถูกให้ออกจากงาน ซึ่งความผิดนั้นต้องไม่ได้มาจากการกระทำของลูกจ้างเอง แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง นายจ้างทำให้ลูกจ้างต้องออกจากงาน นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าชดเชยนั้นให้กับลูกจ้าง เพื่อให้มีเงินใช้ในระหว่างที่ว่างงาน หรือเป็นทุนในการหางานใหม่

          คนทำงานบางคนอาจจะไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าชดเชยจากนายจ้าง ภายใต้กฎหมายที่คุ้มครองแรงงานได้กำหนดไว้ว่า ลูกจ้างมีสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชย หากเกิดขึ้นในกรณีต่าง ๆ เหล่านี้

  • ลูกจ้างถูกเลิกจ้างโดยมิได้กระทำความผิดตามที่กฎหมายกำหนด
  • ลูกจ้างถูกเลิกจ้างหลังจากที่ทำงานกับนายจ้างมาแล้วอย่างน้อยครบ 120 วัน

          แต่ถ้าหากลูกจ้างลาออกเองก็ไม่ถือเป็นสิทธิที่ลูกจ้างจะเรียกร้องค่าชดเชยได้ ลูกจ้างจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชย ไม่ว่าจะทำงานให้กับนายจ้างมานานเท่าใดก็ตาม

การเลิกจ้างที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

          การที่ลูกจ้างต้องออกจากงาน ไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างจะได้ค่าชดเชยในทุกกรณี เพราะมีบางกรณีที่นายจ้างไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้าง ซึ่งกรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยมีดังนี้

  • ลูกจ้างลาออกเอง
  • ทุจริตต่อนายจ้าง หรือทำความผิดอาญา
  • จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
  • ทำการประมาทเลินเล่อจนทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
  • ฝ่าฝืนระเบียบการทำงาน โดยที่นายจ้างได้ออกหนังสือเตือนไปแล้ว
  • ละทิ้งการทำงานติดต่อกัน 3 วัน โดยไม่มีเหตุอันควร
  • ได้รับความผิดถึงขั้นจำคุก ยกเว้นกรณีไม่ร้ายแรง

อัตราค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้าง

          เมื่อมีการเลิกจ้างที่ไม่ได้เกิดจากความผิดของลูกจ้างเอง นายจ้างต้องเป็นผู้จ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้าง ซึ่งเป็นค่าชดเชยที่คำนวณจากอายุงานของลูกจ้างเอง สรุปได้ดังนี้

  • ทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี 3 ปี ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี 6 ปี ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี 10 ปี ได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 240 วัน
  • ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน

ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง          จะเห็นได้ว่าระยะเวลาในการทำงานของลูกจ้างเป็นตัวกำหนดอัตราค่าชดเชย อย่างแรกคือ ลูกจ้างมีสิทธิจะได้รับค่าชดเชยหรือไม่ หากได้จะได้รับในปริมาณที่มากน้อยเพียงใด ระยะเวลาจึงเป็นตัวกำหนดการได้รับค่าชดเชยของนายจ้าง ยิ่งลูกจ้างอยู่กับบริษัทนาน ก็จะยิ่งได้ค่าชดเชยมากเท่านั้น

          เมื่อถูกเลิกจ้าง ค่าชดเชยดังกล่าวเป็นเพียงเงินส่วนหนึ่งซึ่งกฎหมายกำหนดให้นายจ้างจ่ายเท่านั้น ยังมีเงินที่เกี่ยวเนื่องจากการเป็นลูกจ้างหลายชนิดที่เป็นสิทธิของลูกจ้าง ดังนั้น คนทำงานต้องตรวจสอบ และรักษาสิทธิของตัวเองให้ดี เพราะนั่นจะเป็นประโยชน์ต่อตัวลูกจ้างเอง อย่างน้อยเราก็มีเงินส่วนหนึ่งที่เราสามารถใช้จ่ายในช่วงที่ว่างงานได้

ภาพประกอบโดย iosphere เว็บไซต์ freedigitalphotos.net

เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

สิ่งที่คนทำงานควรทำหลังตกงาน

ทำอย่างไรไม่ให้ซึมเศร้าเมื่อต้องว่างงาน