รอยเท้าดิจิทัล กับโอกาสได้งานทำ
footprint_100

          ฤดูกาลการหางานทำของนักศึกษา มหาวิทยาลัยจะอยู่ในช่วงใกล้จบ หรือหลังจากเพิ่งจบมา ซึ่งก็คือช่วงไม่กี่เดือนมานี้ แนวโน้มในปัจจุบันคนรุ่นใหม่พวกนี้ที่เพิ่งจะหางานทำเป็นครั้งแรก รวมไปถึงพวกที่ต้องการเปลี่ยนงานใหม่ จะใช้อินเทอร์เน็ตในการหางานหรือสมัครงานมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้ไปเปิดดูโฆษณาย่อยตามหน้าหนังสือพิมพ์เหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป

          ขณะที่อีกฝั่งคือ ผู้ว่าจ้างที่ต้องการหาคนมาทำงาน ก็ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางในการรับสมัครงาน ทั้งที่ทำเองโดยแผนกบุคคล หรือผ่านบริษัทจัดหางานที่เชี่ยวชาญบนอินเทอร์เน็ต รวมไปถึงพวกเฮดฮันเตอร์ทั้งหลายด้วย

          สำหรับฝั่งที่ต้องการหาคนมาทำงานนั้น จากข้อมูลของ Execunet (www.execunet.com) ระบุว่า ร้อยละ 90 ค้นคว้าหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเช่นกัน  และส่วนใหญ่ของผู้ต้องการว่าจ้างคนเหล่านี้มากถึงร้อยละ 70 ใช้ LinkedIn เว็บไซต์ที่รู้จักกันดีในหมู่คนทำงานสาขาวิชาชีพต่าง ๆ การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับคนที่มาสมัครงานแบบออนไลน์นั้น เป็นการค้นทุกอย่างที่ปรากฏอยู่บนอินเทอร์เน็ต

          นั่นคือปัญหาของฝั่งผู้ต้องการหางานทำนานมาแล้วที่กูรูเตือนเรื่องของการเปิดเผยตัวตนบนโลกออนไลน์ ยิ่งเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคเครือข่ายทางสังคมบนอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์
กูเกิลพลัส หรืออื่น ๆ อีกมากมาย ข้อมูลส่วนตัวทุกอย่าง ทัศนคติ การแสดงความคิดเห็น อะไรต่ออะไรของแต่ละคนบนนั้น มันคือรอยเท้า
ดิจิทัลที่แต่ละคนทิ้งเอาไว้

          เคยมีคำแนะนำด้วยซ้ำว่า ให้คนที่อยู่ในวัยเรียนลบแอ็กเคานต์ในโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เคยใช้ทิ้งไป รอยเท้าดิจิทัลของแต่ละคนส่งผลต่อโอกาสการได้งานทำอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว เพราะผู้ว่าจ้างเมื่อได้บุคคลในเป้าหมาย จะตะลุยค้นทุกสิ่งทุกอย่างตามรอยเท้าดิจิทัลที่คนเหล่านั้นทิ้งเอาไว้ ส่วนใหญ่เป็นการประเมินด้านเดียวของฝั่งผู้ต้องการว่าจ้าง มีแค่ร้อยละ 27 เท่านั้นที่เอาข้อมูลเหล่านั้นมาซักถามกับผู้สมัครงานว่า จริง ๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงโพสต์อะไรไปอย่างนั้น ฯลฯ ซึ่งก็เป็นเรื่องโทษใครไม่ได้ เพราะโลกมันเปลี่ยนมามากถึงขนาดนี้แล้ว ทุกคนต่างก็อยู่ในโลกออนไลน์ และไม่ได้ไร้เดียงสา

          หากต้องการแก้ปัญหานี้สำหรับคนหางานก็คือ ต้องไม่ทำเช่นนั้นมาตั้งแต่ต้น การเปิดเผยตัวตนจริง ๆ ในโลกออนไลน์เป็นรอยเท้าดิจิทัลที่อาจย้อนมาทำลายคุณได้ ถ้าไม่แน่จริง แม้กระทั่งชื่อที่ใช้ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก หากสามัญธรรมดาเกินไปก็ยังมีโอกาสโดนเข้าใจผิดได้ด้วย คุณสมบัติที่ฝรั่งเขาเรียก “ดิจิทัลเดิร์ต” ก็มีอย่างเช่น ประวัติส่วนตัวในการก่ออาชญากรรม การทวีตวิธีการบริการของคนคนนั้น หรือการโพสต์ภาพบนเฟซบุ๊กที่เกี่ยวกับยาเสพติด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภาพโป๊ เปลือย เป็นต้น

          ระมัดระวังไว้ตั้งแต่ต้นน่าจะเป็นเรื่องดีที่สุด

ที่มา : คอลัมน์ IT. Talentz ประชาชาติธุรกิจออนไลน์