มาวิเคราะห์สภาพตลาดการลงทุนกัน

FacebookLineTwitterLinkedInEmailCopy LinkPrint

          โพลล์สำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ จากสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ สำหรับการลงทุนในช่วงปลายเมษายน – ธันวาคม 2550 โดยนายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมฯ เปิดเผยผลสรุปความเห็นของนักวิเคราะห์ล่าสุด เทียบกับผลสำรวจครั้งก่อนเมื่อ 5 กพ. 2550 พบว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนเติบโตดีขึ้น โดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 3.2 ในขณะที่ตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจลดลงเล็กน้อย โดย GDP Growth เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 4  นักวิเคราะห์ยังคาดการณ์ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เฉลี่ย ณ ปลายปี 2550 ไว้ที่ 731 จุด กลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะมีผลประกอบการเติบโตสูงที่สุดและน่าลงทุนคือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และธนาคาร รวมทั้งเชื่อว่านักลงทุนต่างชาติจะยังคงเป็นผู้ซื้อสุทธิต่อเนื่อง

          สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ได้สำรวจความเห็นนักวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นในช่วงปลายเมษายน – ธันวาคม 2550 รวมถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลงทุนในตลาดหุ้นทั้งปัจจัยบวกและ ปัจจัยลบ ความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันและข้อเสนอแนะให้กับรัฐบาล แนวโน้มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจและผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน คาดการณ์ EPS Growth ของกลุ่มธุรกิจสำคัญ กลุ่มธุรกิจและหุ้นที่แนะนำให้ลงทุน รวมถึงความคิดเห็นว่านักลงทุนต่างชาติจะซื้อสุทธิหรือไม่ และคำแนะนำให้นักลงทุน โดยมีสำนักวิจัยจากบริษัทหลักทรัพย์แสดงความเห็นรวม 22 แห่ง

          ปัจจัยบวกที่สำคัญต่อการลงทุนในตลาดหุ้นช่วงปลายเมษายน  – ธันวาคม 2550 :

  • อันดับแรก ที่นักวิเคราะห์ร้อยละ 91 เห็นตรงกัน คือ การที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง
  • อันดับที่สอง ได้คะแนนเท่ากันสองอันดับ ร้อยละ 64  คือ สถานการณ์ทางการเมือง ที่คลี่คลาย มีกำหนดการเลือกตั้งชัดเจนหรือเป็นไปตามกำหนดเดิม และ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงโครงการ เมกะโปรเจ็กต์ มาตรการด้านภาษี และการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ

          ปัจจัยลบที่สำคัญ :

    • อันดับแรก โดยนักวิเคราะห์ทั้งหมดที่ตอบแบบสอบถามมีความเห็นตรงกัน คือ ปัจจัยทางการเมือง ซึ่งรวมถึง ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ผู้ประกอบการและผู้ลงทุน การชุมนุมของกลุ่มต่าง ๆ และความล่าช้าของการเลือกตั้ง
    • อันดับสอง มีผู้ตอบร้อยละ 59 คือ ภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ที่ชะลอตัวลงจากตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจและคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ลดลง รวมถึงการชะลอตัวของการลงทุน
    • อันดับที่สาม มีผู้ตอบร้อยละ 32  คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ภาคส่งออกชะลอตัว
    • อันดับที่สี่ มีสองประเด็น คือ สถานการณ์ความไม่สงบภาคใต้และการก่อการร้ายต่าง ๆ  และ การแข็งค่าของเงินบาท มีผู้ตอบร้อยละ 23 เท่ากัน

          เกี่ยวกับความเชื่อมั่นของนักวิเคราะห์ในการบริหารงานของรัฐบาลปัจจุบัน จากการสำรวจพบว่า ในด้านเศรษฐกิจนั้น นักวิเคราะห์ร้อยละ 48 มีความเชื่อมั่นเล็กน้อย ร้อยละ 43 มีความเชื่อมั่นปานกลาง และมีร้อยละ 10 ที่ไม่มีความเชื่อมั่น ส่วนในด้านสังคมและการเมือง นักวิเคราะห์ร้อยละ 53 เชื่อมั่นเล็กน้อย ในขณะที่ผู้ที่เชื่อมั่นปานกลาง และไม่มีความเชื่อมั่น มีจำนวนเท่ากันที่ร้อยละ 24

          ทั้งนี้ นโยบายสำคัญที่นักวิเคราะห์มีข้อเสนอแนะให้ภาครัฐดำเนินการ อันดับแรกที่นักวิเคราะห์เห็นตรงกันถึงร้อยละ 81 คือ มาตรการด้านเศรษฐกิจ โดยแนะให้เร่งการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเร่งดำเนิน โครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงก์ เป็นต้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและนักลงทุน โดยอาจลดภาษีภาคธุรกิจ รวมทั้งมาตรการลดดอกเบี้ย อันดับที่สอง มีผู้ตอบร้อยละ 24 คือ ด้านการเมือง โดยแนะรัฐให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว และดำเนินการให้มีการเลือกตั้งได้ตามกำหนด

          จากผลสำรวจประมาณการตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2550  สมาคมนักวิเคราะห์ฯ พบว่า นักวิเคราะห์มีการปรับประมาณการตัวเลขต่าง ๆ เล็กน้อยจากผลสำรวจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550 โดยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือ GDP Growth เฉลี่ยของปีนี้ลดลงเล็กน้อยเป็น 4.0% เทียบกับการสำรวจครั้งก่อนที่ 4.2% ในขณะที่ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน หรือ EPS Growth เฉลี่ยมีการปรับ ขึ้นจากเดิม 2.6% เป็น 3.2%

          สำหรับตัวเลขสำคัญ ณ สิ้นปี นักวิเคราะห์คาดว่า ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นกว่าที่ประมาณการไว้เดิม โดยอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและดอลลาร์สรอ. ณ สิ้นปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 35.2 บาท แข็งขึ้นเล็กน้อยจากเดิม ที่คาดไว้ 35.7 บาท   สำหรับอัตราดอกเบี้ย RP 1 วัน ในปลายปีนี้ นักวิเคราะห์คาดว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5% ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือ SET Index สิ้นปีนี้เฉลี่ยคาดว่าใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้เดิม คือ อยู่ที่ 731 จุด จากเดิม 729 จุด โดยมีสำนักวิจัยที่พยากรณ์ดัชนีสิ้นปีสูงสุดที่ 770 จุดและสำนักวิจัยที่คาดการณ์ดัชนีวันสิ้นปีไว้ต่ำที่สุดที่ 700 จุด

          ในส่วนของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ ประเมินจากอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของกลุ่มธุรกิจสำคัญ จากผลที่ได้จากแบบสอบถาม พบว่า กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ยังคงมีอัตราการ เติบโตสูงสุด โดยมีค่าเฉลี่ย EPS Growth ที่ร้อยละ 32   อันดับสองคือ ธนาคาร เติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 22.2 อันดับต่อมาคือ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 1.2

          นักวิเคราะห์ที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77 เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติจะยังคงซื้อสุทธิต่อเนื่องจากปีก่อน โดยมีเหตุผลหลักคือ ราคาหุ้นไทยนับว่าถูกมากเมื่อเทียบ กับตลาดอื่นในภูมิภาค

ตลาดการลงทุน          สำหรับกลุ่มธุรกิจที่น่าลงทุนนั้น นักวิเคราะห์แนะนำ ธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ เป็นอันดับต้น ๆ สำหรับกลุ่มอื่นที่แนะนำรองลงมาคือ พลังงาน โรงไฟฟ้า รับเหมาก่อสร้าง และชิ้นส่วนอิเล็คโทรนิคส์ ทั้งนี้ เชื่อว่ากลุ่ม ธนาคารจะได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยขาลง ที่จะกระตุ้นยอดสินเชื่อและช่วยให้ผลประกอบการของกลุ่มนี้มีการเติบโต อสังหาริมทรัพย์ก็จะได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงเช่นกัน และยังได้ผลดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกด้วย

          หุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำให้ลงทุนตรงกันหลายสำนักวิจัย ได้แก่ AP, BBL, KBANK, SPALI, TOP เป็นต้น (เรียงตามลำดับตัวอักษร) นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังมีคำแนะนำให้แก่นักลงทุน โดยแนะให้หาจังหวะลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีอัตราเงินปันผลสูง ใช้ความระมัดระวังและรอบคอบในการตัดสินใจลงทุน รวมทั้งติดตามข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ทางการเมือง

บทความยอดนิยม
           เพราะโควิดทำให้ออกไปไหนก็ยาก ขนาดทำงานยังต้อง work from home......
           อาการสมองตัน คิดงานไม่ออก หัวไม่แล่น เป็นอาการที่ไม่ว่าใครก็ต้องเคยเจอกันทั้งนั้น แม้ว่าคุณจะพยายามเปิดคอมตั้...
           ในช่วงสถานการณ์โควิดแบบนี้ ทำให้วิถีชีวิตของใครหลายคนเปลี่ยนไป จากที่เคยใช้เวลาอยู่นอกบ้านเสียส่วนใหญ่ ก็ต้อง...

คำค้นหายอดนิยม

บทความที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ
No data was found
Scroll to Top