วิธีการเอาชนะเรื่องน่าเศร้าของเด็กจบใหม่

          เด็กจบใหม่มักจะคาดหวังกับการทำงาน (งานแรก) ว่าจะต้องเป็นงานที่ดี  ตำแหน่งสูง ๆ เงินเดือนเยอะ ๆ เด็กจบใหม่ทั้งหลายรู้หรือไม่ ความจริงแล้วการ “หางาน” หรือว่า “สมัครงาน” นั้นไม่เหมือนกับการสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ใช้วัดความรู้ แต่การสมัครงานนั้นจะใช้วัดประสบการณ์หรือความสามารถที่เรามี เพื่อที่จะได้ตำแหน่งงานและเงินเดือนตามที่ต้องการ

เด็กจบใหม่1. ฉันเรียนจบมหาวิทยาลัยเพื่อมาทำงานถ่ายเอกสาร

          ในช่วง 6 เดือนแรกของการทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการที่บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง งานหลักของฉันคือ ชงกาแฟในตอนเช้าและถ่ายเอกสารอีกหลายร้อยแผ่นจนหมดวัน ฉันทำแม้กระทั่งต้องซ่อมเครื่องเองเวลากระดาษติด ตอนนั้นฉันผิดหวังมากจนอยากลาออก ฉันเคยถามตัวเองบ่อย ๆ ว่าฉันอุตส่าห์เรียนมหาวิทยาลัยเพื่องานถ่ายเอกสารเท่านั้นหรือ 

          จนกระทั่งวันหนึ่ง หนึ่งในบรรณาธิการขอให้ฉันเขียนบทความพิเศษเกี่ยวกับการตลาดทางด้านอินเทอร์เน็ต และนั่นก็เป็นก้าวแรกสำหรับงานชิ้นต่อ ๆ ไป ที่ทำให้ฉันเรียนรู้ว่า ความอดทนเป็นสิ่งจำเป็น จำไว้ว่า คุณเป็นพนักงานใหม่ หัวหน้างานจะต้องแน่ใจก่อนว่าคุณเป็นคนที่ใช่กับงานนั้นจริงหรือไม่ ถ้าเขาไม่สามารถเชื่อใจคุณในงานเล็กน้อย ๆ เขาก็ไม่สามารถวางใจให้คุณทำงานชิ้นใหญ่ได้ 

2. ฉันรู้สึกว่างานไม่เหมาะกับฉัน

          ไม่ใช่ทุกคนจะเจองานที่ใช่ตั้งแต่งานแรก ในความจริงแล้วเด็กจบใหม่ส่วนใหญ่จะทำงานที่ได้ค่าแรงน้อยหรือทำงานที่ไม่ตรงกับสายที่เรียนมา ดังนั้นไม่ต้องกังวลไป หากคุณเป็นหนึ่งในนั้น

          สาเหตุที่ทำให้คนเรารู้สึกว่างานไม่เหมาะกับเรานั้นมีหลากหลายมาก เช่น  เงินเดือนน้อย เรียกร้องมาก หรืองานดูไม่มีอนาคต ข่าวดีก็คือคุณเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ได้ ถ้าคุณรู้สึกว่าเงินเดือนของคุณน้อยเกินไป คุณอาจไปเจรจาต่อรองเงินเดือนกับหัวหน้า (แน่นอนว่าต้องหลังหมดสัญญาการทำงานฉบับแรกก่อน) แต่ถ้าหัวหน้าคุณปฏิเสธ คุณค่อยหางานใหม่ที่เสนอเงินเดือนที่ดีกว่า

          ในทางกลับกัน ถ้าคุณไม่ชอบงานที่คุณทำ ให้คุณประเมินสถานการณ์ ใหม่อีกครั้งว่าเกิดจากอะไร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วปัญหาจะเกิดจากเนื้องาน ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณควรจะหางานใหม่ที่ตรงกับความสามารถและตัวตนของคุณ


3. ไม่มีใครรู้จักฉันเลย

          ความท้าทายของการทำงานอีกอย่างหนึ่งคือ การทำงานร่วมกับผู้ร่วมงานคนใหม่ในสถานที่ใหม่ ๆ คุณอาจรู้สึกแปลกแยกผู้ร่วมงานอาจไม่เข้ามาทักทายคุณ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่สนใจคุณ เพียงแต่เขาอาจจะอายเหมือนคุณ ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรทำคือ เริ่มพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน เช่น แนะนำตัวเอง หรือถามเขาเกี่ยวกับงานหรือบริษัท และห้ามทานอาหารกลางวันที่โต๊ะคนเดียวเด็ดขาด แต่คุณต้องไปทานในโรงอาหาร เพื่อหาโอกาสในการพูดคุยกับผู้อื่นแทน การสร้างความสัมพันธ์เป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการทำงาน ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งเพื่อนร่วมงานของคุณอาจกลายเป็นซูเปอร์ไวเซอร์คนต่อไปก็ได้ ดังนั้นจึงเป็นการดีถ้าเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลนั้น ๆ ไว้

 

เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ชื่อ E-mail แบบไหนที่ HR เห็นแล้ว เครียด

ข้อผิดพลาดที่แสดงว่าคุณไม่พร้อมมาสัมภาษณ์งาน