อีกไกลแค่ไหนถึงจะใกล้ที่ทำงานสักที

ทำงานไกลบ้าน

          มีคำพูดเล่น ๆ ว่าคนเราเดี๋ยวนี้ใช้เวลาอยู่บนท้องถนนมากกว่าอยู่บ้านเสียอีก ยิ่งเดี๋ยวนี้ปัญหาการจราจรดูจะเพิ่มความดุเดือดมากขึ้น ยิ่งทำให้เราใช้เวลาบนท้องถนนมากขึ้นตามไปด้วย ไม่เท่านั้นชาวออฟฟิศหลายต่อหลายคนสารภาพว่าที่ทำงานไกลจากบ้านแถมมาเจอปัญหาการจราจรที่ติดยาวเหยียดในแต่ละวันยิ่งทำให้เกิดความเหนื่อยล้าสะสมมากขึ้นด้วย

          ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเดี๋ยวนี้การเลือกทำงานกับบริษัทสักแห่งนั้น สถานที่ตั้งเป็นหนึ่งในปัจจัยต้น ๆ ที่หนุ่มสาวชาวออฟฟิศสมัยนี้ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะชาวเจน Y หรือเจน Z ทั้งหลาย หลายคนลงความเห็นว่าออฟฟิศที่อยู่ไกล ๆ เสี่ยงเจอปัญหารถติด ค่าใช้จ่ายในการเดินทางก็สูง ทำให้เสียเวลาไปเปล่า ๆ จนทำให้มีเวลาส่วนตัวน้อยลง และที่สำคัญที่สุดคือทำให้เกิดความเหนื่อยล้า

          ถึงแม้การทำงานไกล ๆ จะมีข้อเสียเยอะแยะมากมาย แต่หลายคนก็มองข้ามจุดนี้ไปยืนยันที่จะเลือกทำงานในบริษัทที่ถูกใจแม้ว่าจะต้องเดินทางไกลกว่าจะไปถึงที่ทำงานก็ตาม เพราะเล็งเห็นข้อดีของตัวบริษัทไม่ว่าจะเป็นค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือโอกาสในการพัฒนาตัวเอง สวัสดิการที่เพียบพร้อมและตอบโจทย์ความต้องการ และที่น่าสนใจไม่น้อยคือชาวเจน Y หรือเจน Z ส่วนใหญ่เลือกทำงานกับบริษัทที่เปิดโอกาสให้พนักงานสามารถเรียนต่อในระดับปริญญาโทหรือมากกว่านั้นได้

แล้วถ้าเราต้องเดินทางไปทำงานไกล ๆ ควรทำอย่างไรดี ?

          สำหรับปัญหานี้แก้ไขได้ไม่ยาก ถ้าคุณไม่อยากใช้เวลาเดินทางมาทำงานนาน ๆ การย้ายบ้าน หรือมาอยู่หอพักที่ใกล้ที่ทำงานคือคำตอบที่ดีที่สุด เพราะช่วยประหยัดเวลาในการเดินทาง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไม่ต้องนั่งเครียดกับสภาพการจราจรที่คาดเดาไม่ได้ในแต่ละวัน แถมยังมีเวลาว่างเหลือเฟือให้ไปทำอย่างอื่นได้อีกเยอะแยะ

          แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถแก้ปัญหาด้วยการย้ายตัวเองไปอยู่ใกล้ที่ทำงานได้ทุกคน เพราะบางคนมีครอบครัวแล้วก็ไม่สะดวกที่จะย้ายบ้านไปมาได้ หรือบางคนยังเป็นโสดแต่ก็อยากจะอยู่บ้านเพื่อดูแลพ่อแม่ได้อย่างใกล้ชิด ฉะนั้นคนทำงานในกลุ่มนี้จึงมีตัวเลือกไม่มากนักคือถ้าไม่ย้ายบ้านให้ใกล้ที่ทำงานก็ย้ายที่ทำงานให้ใกล้บ้านซะ แต่ถ้าแถวบ้านไม่มีงานที่เหมาะสมกับคุณเลย การเผชิญกับปัญหาการใช้เวลานาน ๆ ในการไปทำงานอย่างแรกคือ

1. ทำใจล่วงหน้า          

          อันที่จริงเรื่องนี้น่าจะต้องทำใจไว้ล่วงหน้าตั้งแต่คุณเริ่มส่งเรซูเม่ไปสมัครงานแล้วล่ะ แต่เมื่อต้องทำงานจริงก็ควรจะเผื่อใจไว้เยอะ ๆ เพราะบางครั้งความเครียดจากการทำงานเมื่อมารวมกับความเหนื่อยล้าในการเดินทางอาจจะบั่นทอนกำลังใจคุณได้ ฉะนั้นจงทำใจเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ ค่ะ

2. ปรับตัวให้เข้ากับการเดินทาง

          หลายคนยอมตื่นแต่เช้าเพื่อที่จะไม่ต้องเจอกับปัญหาการจราจร และยอมกลับบ้านช้าหน่อยเพื่อให้การจราจรคลี่คลายแล้วจึงค่อยเดินทางกลับบ้าน ซึ่งวิธีนี้อาจจะทำให้เวลาว่างหลังการทำงานของคุณน้อยลง แต่ถ้าคุณลองปรับตัวดี ๆ วิธีนี้ช่วยให้คุณไม่เครียดกับการเดินทางได้แน่ ๆ หรือบางคนใช้วิธีไปออกกำลังกาย เข้าฟิตเนส เล่นโยคะ ไปทำธุรกรรมที่ห้างสรรพสินค้า หาข้าวเย็นทานหลังเลิกงาน กว่าจะทำเสร็จออกมาก็พอดีการจราจรไม่ติดขัดกลับบ้านสบาย ๆ ไม่เครียดก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย

          มาถึงตรงนี้ก็ต้องบอกว่าจากนี้ต่อไปอยู่ที่ตัวคุณเองแล้วว่าจะเลือกแบบไหน ทำงานใกล้บ้านที่ไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทาง แต่งานอาจจะไม่ตรงใจ หรือเดินทางไปทำงานไกล ๆ แต่ได้ใช้ความสามารถมากกว่า ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้แหละค่ะได้อย่างเสียอย่าง แต่เรามีวิธีที่ดีกว่านั้นมานำเสนอค่ะ แค่หาตัวเองให้เจอ แล้วค้นหางานที่ตรงกับใจต้องการ แค่นี้ชีวิตการทำงานของคุณจะมีความสุขแล้วค่ะ เพราะถ้าเป็นงานที่ใช่ ไม่ว่าอยู่ที่ไหน เราจะไม่หวั่นไหว ยินดีที่จะตื่นเช้าเพื่อไปทำงานทุกวันเลยจริง ๆ ค่ะ แล้วคุณล่ะค่ะมีแรงบันดาลใจอะไรที่ทำให้ความเหนื่อยล้าในการไปทำงานหายเป็นปลิดทิ้งบ้างเอ่ย……

ภาพประกอบ :  nipitphand เว็บไซต์ freedigitalphotos.net 

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เทคนิคช่วยลดอาการเหนื่อยล้าจากการทำงาน

วิธีสร้างกำลังใจในการทำงาน

ทำอย่างไรให้เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานดีและมีความสุข