สัญญาณที่บอกว่าเรากำลังเป็นตัวปัญหาในที่ทำงาน

          ปัญหาในที่ทำงานเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แม้ว่าเราจะไม่ได้คาดหวังให้เกิดขึ้นก็ตามที เมื่อเราทำงานร่วมกับคนหมู่มาก เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเกิดปัญหาไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง จนกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น การไม่เข้าใจในเนื้อหาของการทำงาน การไม่เข้าใจกันในหมู่คนทำงานด้วยกัน ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ไม่เว้นแต่ละวัน

          แต่ไม่ว่าปัญหาเหล่านั้นจะเกิดขึ้นด้วยบริบทใดก็ตาม เราต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเหล่านั้น แน่นนอนว่าไม่มีใครอยากเป็นตัวปัญหา เพราะเท่ากับว่าเรากำลังไม่เป็นที่ต้อนรับของเพื่อนร่วมงาน เราอาจจะรู้สึกว่าปัญหาเหล่านั้นเป็นเพียงปัญหาเล็ก ๆ ไม่น่าจะสร้างความเสียหายอะไรได้ แต่ในมุมมองขององค์กรแล้ว ปัญหาใหญ่ ๆ นั้นเกิดมาจากปัญหาเล็ก ๆ ทั้งสิ้น

          แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราคือหนึ่งในปัญหาต่าง ๆ ในที่ทำงานหรือไม่ สัญญาณเหล่านี้ จะเป็นตัวช่วยให้เราสังเกตตัวเองว่าเรากำลังเป็นหนึ่งในตัวปัญหาของที่ทำงานหรือไม่ ถ้าใช่ เราควรหลีกเลี่ยงและปรับตัวให้เร็วที่สุด เพื่อที่เราจะได้ไม่เป็นเพื่อนร่วมงานเจ้าปัญหาขององค์กร

ทุกคนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเรา

          ในขณะที่เราทำงานมาได้ระยะเวลาหนึ่ง เราก็รู้สึกว่าเราเริ่มเข้ากับใครไม่ได้ มีช่องว่างขนาดใหญ่ที่ทำให้เราคุยกับใคร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม เราแทบไม่เข้าใจเขาเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับงาน หรือเรื่องในชีวิตประจำวันทั่วไป เราแทบไม่มีโอกาสได้พูดคุยด้วยเลย เรารู้สึกไปต่าง ๆ นานาว่าคนอื่นพยายามตีตัวออกห่าง ทั้งที่จริงแล้วเราไม่ได้พยายามที่จะปรับตัว เมื่ออยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เราต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้แล้วว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ปัญหาอย่างแรกที่ทำให้เราเข้ากับคนอื่นไม่ได้ มันเกิดขึ้นจากตัวเอง หรือเกิดจากคนอื่นกันแน่ หากเกิดจากตัวเราเอง เราควรเริ่มปรับตัวให้เร็วที่สุด อย่าปล่อยให้สิ่งนี้เป็นปัญหาเรื้อรัง ไม่เช่นนั้น เราจะกลายเป็นคนทำงานเจ้าปัญหาประจำบริษัทไปในที่สุด

ความคิดเห็นของฉันสำคัญที่สุด

          เมื่ออยู่ในช่วงที่ต้องแสดงความคิดเห็น เราได้เปิดโอกาสให้ทุกคนให้แสดงออกว่าคิดเห็นเช่นไร แต่ไม่ว่าคนอื่นจะออกความเห็นว่าอย่างไรก็ตาม เรากลับคิดว่าความเห็นของคนอื่นดูธรรมดา เพราะความคิดเห็นของตัวเราเองนั้นสำคัญที่สุด ไม่ว่าคนอื่นคิดยังไง เราก็ไม่นำพาความคิดนั้น หากเป็นเช่นนี้ เรากำลังเข้าข่ายการเป็นเพื่อนร่วมงานสุดแสบ และเป็นที่เอือมระอา จนในที่สุด ก็ไม่มีใครอยากร่วมงานกับเรา เมื่อเราต้องการความคิดเห็นจากใคร ก็ไม่มีใครให้ความร่วมมือ เพราะทุกคนจะคิดว่าให้ความร่วมมือไปก็เท่านั้น เพราะเราก็ไม่ฟังเสียงพวกเขาอยู่ดี ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับคนในออฟฟิศมีช่องว่างมากขึ้น

รู้สึกผิดหวังกับเพื่อนร่วมงาน

          เมื่อเกิดความผิดพลาดจากการทำงานของเพื่อนร่วมงาน หรือลูกน้องภายในทีม เราจะรู้สึกผิดหวัง และยอมรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น บางครั้งเราก็ลืมไปว่าครั้งหนึ่งเราเคยทำงานพลาด เคยสร้างความผิดหวังให้กับเพื่อนร่วมงานมาก่อน แต่พอเป็นคราวของคนอื่น เรากลับซ้ำเติมเขา เราเห็นเพียงความผิดพลาดของเขา ไม่ได้ให้โอกาสหรือกำลังใจกับเพื่อนร่วมงานของเราเลย หากเราเคยเป็นเพื่อนร่วมงานผู้เป็นที่รักมาก่อน เราจะสูญเสียความเชื่อมั่น และความไว้ใจจากเพื่อนร่วมงานอย่างง่ายดาย การที่เราไม่สามารถเปิดใจให้กว้างพอ ทำให้เราถูกมองว่าเป็นเพื่อนร่วมงานที่ไม่ควรเข้าใกล้ หากเป็นไปได้ก็คุยกันแค่เท่าที่จำเป็น ความสัมพันธ์ของการเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีก็หายไป

ชอบพูดให้ร้ายหรือเสียดสีตัวปัญหาในที่ทำงาน

          แน่นอนว่าคนประเภทนี้ย่อมไม่เป็นที่รักใคร่ ไม่ว่าครั้งหนึ่งเราเคยเป็นคนเช่นไร แต่ถ้าหากปัจจุบัน เราเป็นคนที่ชอบพูดจาให้ร้ายหรือเสียดสีเพื่อนร่วมงาน เราย่อมถูกมองว่าเป็นเพื่อนร่วมงานตัวร้าย จนถึงร้ายที่สุด ไม่ว่าเราจะเคยถูกใส่ร้ายโดยคนอื่นมาก่อนหรือไม่ แต่การที่เราเลือกวิธีโต้ตอบที่ไม่สร้างสรรค์ สิ่งนั้นย่อมทำร้ายเราในภายหลัง เช่น หากเราเลือกที่จะโพสข้อความบน Facebook โดยกล่าวเสียดสีเพื่อนร่วมงาน คนที่ถูกกล่าวถึงย่อมรับรู้ได้ และอาจจะมองคุณในแง่มุมที่เลวร้ายกว่าเดิม

          สัญญาณเหล่านี้เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเรากำลังเป็นเพื่อนร่วมงานตัวร้าย ลองสำรวจตัวเราเอง แล้วรีบหาทางแก้ไข เพื่อไม่ให้เรากลายเป็นเพื่อนร่วมงานเจ้าปัญหาที่ไม่มีใครอยากคบหา คนเราเมื่อรู้ตัวว่าทำผิด ต้องรีบหาทางแก้ไข แล้วเราจะสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น

ภาพประกอบโดย pat138241 เว็บไซต์ freedigitalphotos.net

เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

5 อุปสรรคในการทำงานที่ควรรู้

เทคนิคทำงานไว…ไม่ผิดพลาดง่าย