เบาได้เบา จบใหม่เรียกเงินเดือนแค่ไหนกำลังดี?

FacebookLineTwitterLinkedInEmailCopy LinkPrint
           แน่นอนล่ะ น้อง ๆ นักศึกษาจบใหม่ล้วนมีไฟแรง อยากเริ่มต้นชีวิตการทำงาน อยากใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมา และพร้อมที่จะมีเงินเดือนเป็นของตัวเองสักทีแล้ว แม้ว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาฐานเงินเดือนสำหรับเด็กจบใหม่ จะขยับตัวสูงขึ้น เนื่องจากมีสาขาวิชาเปิดใหม่ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น สาขาไอที และสาขาดิจิทัล แต่ด้วยสถานการณ์ไม่ปกติในปัจจุบัน อย่างการระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทุกภาคส่วน ทำให้ตัวเลขนักศึกษาจบใหม่ในปี 2563 นี้ อาจจะเข้าไปรวมกับอัตราคนว่างงานรวมที่ 3.6 ล้านคนก็เป็นได้

 

เบาได้เบา จบใหม่เรียกเงินเดือนแค่ไหนกำลังดี?

           หากน้อง ๆ ไม่อยากเป็นหนึ่งในตัวเลขของคนว่างงานแล้วละก็ ก่อนที่นักศึกษาจบใหม่ จะตั้งเงินเดือนครั้งแรกเท่าไหร่ ดีนั้น ควรดูข้อมูลประกอบเหล่านี้ ก่อนตัดสินใจเรียกเงินเดือน

จบใหม่เรื่องค่าตอบแทนต้องมาก่อน

           จากฐานข้อมูลของ Laws of Attraction ที่จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) ได้รวบรวมไว้พบว่า 3 อันดับแรก ที่เด็กจบใหม่ให้ความสำคัญ ได้แก่

อันดับ 1 โอกาสความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน 14.7% โดยเฉพาะการได้ขยับเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น
อันดับ 2 คือเรื่องเงินเดือน/ค่าตอบแทน อยู่ที่ 14.3% โดยโฟกัสที่ฐานเงินเดือนเป็นหลัก ถัดมาคือค่าเบี้ยเลี้ยง และค่าล่วงเวลา
อันดับ 3 คือ ความมั่นคงในการทำงาน 13.5% ซึ่งก็คือมีความต้องการทำงานประจำสูงถึง 62.4%

ปัจจัยในการดึงดูดผู้สมัครงาน

           จากตัวเลขจะเห็นว่า โอกาสความก้าวหน้าและค่าตอบแทน คือสิ่งที่เด็กจบใหม่ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ตัวเลขต่างกันเพียง 0.4% เท่านั้น เมื่อตัวเลขชี้ให้เห็นว่าค่าตอบแทนคือ เรื่องหลักในการสมัครเข้าทำงาน แล้วนักศึกษาจบใหม่ตั้งเงินเดือนแรกเท่าไหร่อย่างไรดี

           หลังจากที่เราเลือกสมัครงานที่ตรงใจแล้ว ลำดับถัดมาที่ควรพิจารณาก็คือ การขอเงินเดือนหรือค่าตอบแทน แต่ก่อนที่จะขอเงินเดือนนั้น ลองเอาค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นของเรามาคำนวณประกอบการขอเงินเดือนก็จะช่วยให้ทราบว่าเราควรขอเงินเดือนประมาณเท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายรายเดือนที่เราต้องเสีย ได้แก่ ค่าเดินทางประมาณ 4,000 บาท ค่าเช่าคอนโดประมาณ 4,000 บาท ค่าอาหารประมาณ 4,000 บาท เงินแบ่งเก็บประมาณ 2,000 บาท เงินให้ที่บ้านประมาณ 2,000 บาท รวมแล้วประมาณ 16,000 บาท แบบนี้เป็นต้น

           พอได้ตัวเลขคร่าว ๆ แล้ว ก็มาดูฐานเงินเดือนของแต่ละอาชีพประกอบ รวมทั้งฐานเงินของบริษัทที่เราสมัครงานด้วย (หากทราบ) จากนั้นก็รวมค่าวิชาชีพเข้าไปด้วย เช่น หากจบปริญญาโทฐานเเงินก็จะเพิ่มขึ้น โดยที่ปริญญาโท สามารถเพิ่มได้ถึง 3,000 บาท ปริญญาเอกเพิ่มได้ถึง 5,000 บาท หากจบเกียรตินิยมอันดับ 1 ขอเพิ่มได้ 800 บาท เกียรตินิยมอันดับ 2 ขอเพิ่มได้ 500 บาท ส่วนค่าภาษาที่ 2 หรือภาษาที่ 3 ก็ขอเพิ่มได้สูงถึง 3,000 บาท

สายงานที่ตลาดต้องการ vs ฐานเงินเดือนที่ควรเรียก

           จากผลสำรวจของ จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) พบว่า 5 อันดับสายงานที่ผู้ประกอบการ พร้อมจ้างครึ่งปีหลัง 2563 ได้แก่

1. งานด้านไอที
2. งานการตลาดงาน PR
3. งานขาย/งานบริการลูกค้า งานพัฒนาธุรกิจ
4. งานท่องเที่ยว งานโรงแรม /งาน F&B
5. งานจัดซื้อ

           นับเป็นโอกาสอันดีของเด็กจบใหม่สายงานด้านนี้โดยเฉพาะ

           ขณะที่ตัวเลขเฉลี่ยของ อัตราค่าตอบแทนของเด็กจบใหม่จะอยู่ที่ระหว่าง 15,001-30,000 บาท คิดเป็น 25.6% รองลงมาอยู่ระหว่าง 10,000-15,000 บาท 10.4% โดยที่เด็กสายวิทย์ยังคงเป็นสายที่เรียกเงินเดือนได้สูงสุด อยู่ที่ระหว่าง 14,000-26,000 บาท รองลงมาคือสายศิลป์อยู่ระหว่าง 12,000-22,000 บาท สายอาชีพอยู่ระหว่าง 13,000-17,000 บาท และสายบริการอยู่ระหว่าง 10,000-15,000 บาท

           จริง ๆ แล้ว การเรียกเงินเดือนสำหรับเด็กจบใหม่นั้น ไม่ได้ตายตัว หรือทุกคนจะได้รับเงินเดือนเท่ากัน ฐานเงินเดือนเป็นเพียงตัวตั้งเท่านั้น ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่บริษัทนำมาพิจารณาประกอบด้วย น้อง ๆ ที่จบใหม่นอกจากเรื่องเงินเดือนแล้ว ก็ควรให้ความสำคัญกับงานที่เราเลือกสมัครด้วย ว่าเราชอบงานนั้นจริง ๆ ใช่ไหม หรือเลือกสมัครเพราะให้ผลตอบแทนสูง อย่าลืมความฝันหรือเป้าหมายที่เราเลือกเรียนสาขาวิชานี้เพราะอะไร  เพื่อตอบโจทย์แพชชั่นของชีวิตที่เราตั้งไว้ใช่หรือไม่ หากคำตอบที่ได้คือ ใช่ ก็ go on ไปให้สุด แต่หากอยากได้ข้อมูลผลสำรวจสาขาวิชาชีพที่น่าสนใจอื่น ๆ เข้าไปดูได้ที่ จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) ข้อมูลผลสำรวจ Laws of Attraction

ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ทั้ง iOS และ Android

JobsDB Mobile App

เลือกงานที่ใช่ ใช้ชีวิตที่ชอบ ด้วยการค้นหางานที่ง่ายและรวดเร็ว พร้อมทั้งจัดการเรซูเม่อย่างมีประสิทธิภาพ ให้คุณอัปโหลด ดู และลบได้ทุกเมื่อที่ต้องการ เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การใช้งานแสนง่าย ด้วยระบบ AI ใหม่ ช่วยค้นหางานที่ตรงใจมากขึ้นถึง 6 เท่า​

           และหากคุณอยากเปลี่ยนงานใหม่ แต่ยังขาดความรู้ด้านวิธีการสัมภาษณ์งานอยู่ หรือต้องการเพิ่มพูนความรู้และทักษะใหม่ ๆ ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะสามารถเสริมความรู้เพิ่มเติมได้จากการเรียนออนไลน์กับ FutureLearn x JobsDB จาก JobsDB มีคอร์สที่สอนความรู้ด้านนี้ให้คุณเพิ่มทักษะการทำงานโดยเฉพาะ

FutureLearn x JobsDB

Level Up Your Career ยกระดับความรู้ก้าวสู้งานที่ใช่

           คอร์สเรียนออนไลน์ ที่เกิดจากการจับมือกันระหว่าง JobsDB และ FutureLearn ภายใต้ชื่อแคมเปญ “ยกระดับความรู้ ก้าวสู่งานที่ใช่” ให้คุณปลดล็อกศักยภาพ กับคอร์ส ฟรี! ที่จะอัพตัวคุณให้ก้าวล้ำนำใครในทุกเกมการแข่งขันกับเรา พันธมิตรด้านการหางานที่ดีที่สุดของคุณ และ FutureLearn ผู้ให้บริการคอร์สออนไลน์จากประเทศอังกฤษที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ไร้พรมแดนที่ดำเนินการมานานกว่า 9 ปี ด้วยการเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ทั้งด้าน Emerging Skills และ Transferrable Skills ที่สามารถนำไป reskill หรือ upskill ใช้ในชีวิตการทำงานปัจจุบันได้

         เราพร้อมเคียงข้างคุณเสมอ เพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านต่าง ๆ และสนับสนุนให้คุณประสบความสำเร็จในสายอาชีพ
หากคุณพร้อมออกจากกรอบ ติดปีกความรู้ และยกระดับการทำงานขึ้นไปอีกขั้นกับเราแล้ว ลงทะเบียนฟรี ที่นี่

บทความยอดนิยม
“ภาษี” เป็นหน้าที่พื้นฐานของประชาชนที่จะต้องจ่ายให้รัฐเพื่อนำไปบริหารประเทศ ทำให้ในชีวิตของเราหลีกเลี่ยงที่จะจ่ายภาษีไม่...
เชื่อว่าในชีวิตการทำงานของคนยุคนี้ เต็มไปด้วยภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่หลากหลาย หลาย ๆ ครั้งที่เราจะได้ยินกันว่า Multit...
แม้ส่วนใหญ่ในยุคนี้เราจะใช้เรซูเม่เป็นหลักในการสมัครงานและเป็นสิ่งที่บริษัทต่างๆ จะใช้เป็นตัวพิจารณาในการโทรเรียกมาสัมภา...

คำค้นหายอดนิยม

Scroll to Top