วิธีเพิ่มมูลค่าของสินค้า

          สินค้าและบริการ เมื่อขายมาได้ระยะหนึ่งก็จะเริ่มมียอดขายลดลง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ประเด็นที่น่าสังเกตก็คือ สินค้าและบริการในวันนี้แจ้งเกิดได้ยาก แต่เมื่อติดตลาดไปแล้วกลับตายเร็ว หรือขายดีเป็นเทน้ำเทท่าได้ไม่นานก็เริ่มทรงจนทรุด เรียกกันได้ว่าช่วงกอบโกย ในวันนี้นอกจากจะไม่ค่อยมีโอกาสแล้วยังมีแค่ช่วงสั้นๆ

          อย่างไรก็ตาม สินค้า – บริการไม่ใช่ทุกประเภทที่จะสามารถนำเทคนิคต่างๆ ไปใช้ได้ทันที แต่อย่างน้อยทุกประเภทก็สามารถนำเทคนิคต่างๆ ไป “ปรับใช้” หรือ “จุดประกาย” ได้อย่างแน่นอน ดังนั้น วิธีเพิ่มมูลค่าสินค้าสำหรับธุรกิจของท่าน มาลองตั้งคำถามให้กับสินค้า – บริการของท่าน ไม่แน่สินค้า – บริการของท่านอาจอยู่ได้ยาวนาน มีคุณค่าและขายได้ราคาที่มากขึ้นก็ได้

  1. วิธีเพิ่มมูลค่าสินค้าสิ่งที่เราขายทุกวันนี้ ไม่ว่าจะขายโดยใช้พนักงาน หรือสื่อสารในทุกสื่อให้ลูกค้ารับรู้ คำถามก็คือ “เราขายและสื่อสารด้วยจุดขายเดิมๆ มานานเกินไปหรือไม่” เพราะถ้าเราขายด้วยจุดขายเดิมๆ ในแง่ทฤษฎีอาจจะขัดในแง่ของ Positioning ของตัวสินค้า แต่สิ่งที่ชัดกว่าก็คือความซ้ำซากจำเจน่าเบื่อหน่าย
  2. “ระหว่าง เปลี่ยนจุดขาย กับ เพิ่มจุดขาย แบบใดที่เหมาะกับสินค้าหรือบริการของเรา” ยกตัวอย่างเช่น ถ้ากลัวลูกค้าสับสนก็อาจจะไม่กล้าเปลี่ยนจุดขาย แต่สามารถ “เพิ่ม” จุดขาย เพื่อให้ลูกค้าเก่ากลับมาซื้ออีกครั้ง และสามารถดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ จากจุดขายใหม่ๆได้ด้วย
  3. “นอกจากการ เปลี่ยนหรือเพิ่มจุดขาย แล้ว เราสามารถทำอะไรได้อีก” เช่น สินค้า – บริการของเราทำไมไม่ทำเป็นรุ่นพิเศษ หรือมีจำนวนจำกัด (Limited and Special) โดยทำออกมาปีละ 1 – 2 ครั้ง เพื่อเพิ่มมูลค่าและขายได้ราคา ซึ่งสร้างสีสันให้กับลูกค้าประจำที่อาจจะจำเจกับรูปแบบเดิมๆ
  4. สร้างสีสัน และจุดดึงดูดสินค้าหรือบริการตัวใหม่ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาสนใจสินค้า – บริการของเรา โดยการ “ใส่เรื่องราว” ที่น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องราวที่มาที่ไปของแหล่งวัตถุดิบ หรือดีไซน์ใหม่ที่มีแรงบันดาลใจมีที่มาที่ไป หรือการให้บริการรูปแบบใหม่ที่เกิดจากาการมองเห็นคุณค่า และความต้องการที่ลูกค้าเองก็ยังคาดไม่ถึง ก็จะช่วยเพิ่มทั้ง “มูลค่าและจุดดึงดูด”
  5. ถ้าคิดและวิเคราะห์ดูแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรก็อาจจะไม่คุ้มกับสินค้าหรือบริการเดิมที่มีอยู่ แล้วทำไมเราไม่สร้างสินค้าหรือบริการตัวใหม่ๆ มาทดแทน การใช้วิธีนี้อาจจะคุ้มค่า ถ้าทำอย่างไรก็ไม่สามารถสู้ต้นทุนที่ต่ำกว่ามากของคู่แข่ง หรือเป็นสินค้าหรือบริการที่รับศึกรอบด้านและลูกค้าหมดความสนใจไปแล้ว

          อย่างไรก็ตาม จากตัวอย่าง 5 คำถามเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่เราทำ ไม่ว่าท่านจะตั้งคำถามเพียงข้อเดียวแล้วอาจจะได้คำตอบเลย หรือถามหลายข้อ ไปจนครบ 5 ข้อแล้วท่านเกิด “มุมมองใหม่ๆ” สิ่งที่ตามมาก็คือ กลยุทธ์และวิธีการใหม่ๆ เพราะเป็นกฎของธรรมชาติที่ทุกท่านน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วก็คือ “สิ่งที่เราขาย ถ้าขายด้วยสิ่งเดิมๆ และขายด้วยวิธีการเดิมๆ ไม่มีทางที่ผลจะออกมาดีกว่าเดิม”

          ดังนั้น ก่อนจะไปแนวทางอื่น มาลองใช้คำถาม 5 คำถามในวันนี้อย่างจริงจัง บางทีอาจจะทำให้สินค้าหรือบริการของคุณพลิกโฉมไปจากเดิมก็ได้

เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

สร้างความแตกต่างให้กับสินค้า

ทำไมต้องพยากรณ์ยอดขาย (Sales Forecast)