ความแตกต่างของ GIF และ JPEG

          หลายคนคงสับสนอยู่เหมือนกันกับการเลือกฟอร์แมทของภาพ ระหว่าง GIF กับ JPEG ว่าควรจะใช้ฟอร์แมทใด ตอนไหนดี เรามีกฎง่ายๆ ให้คุณจดจำ คือ

          1. ใช้ GIF กับงานกราฟิคที่คุณได้ออกแบบบนหน้าจอ เช่น การสร้างภาพอนิเมชั่น ปุ่มต่างๆเพราะ GIF จะจำกัดอยู่ที่ไม่เกิน 256 สี (8 บิท) ซึ่งเหมาะสำหรับการมาตกแต่งในงานกราฟิคเช่น หากคุณสร้างภาพรูปลูกศรสีแดง โดยเป็นฟอร์แมท GIF คุณสามารถเลือกที่จะสั่งให้ไฟล์ใช้เพียงแค่สีแดงกับขาว 2 สีเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ภาพไม่หนัก เนื่องจากไฟล์มีขนาดเล็ก เพราะไฟล์ GIF สามารถแสดงคุณภาพภาพได้สูงกว่าแต่กลับมีขนาดภาพที่เล็กกว่า JPEG จึงเหมาะกับการใช้ทำงานประเภท ไอคอน โลโก้ หรือปุ่มต่างๆ เป็นต้น

          กราฟฟิกแบบ GIF เป็นรูปแบบที่คิดค้นโดยบริษัท Compuserve เพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์ต่างแบบต่าง รุ่นได้ ทำให้เหมาะสำหรับการนำมาใช้ในเวบเพจ เพราะต้องแสดงได้บนเครื่องที่แตกต่าง กัน แต่ข้อจำกัดของ GIF ที่สำคัญก็คือ มันสามารถใช้สีได้สูงสุดเพียงครั้งละ 256 สี เท่านั้น กราฟิคชนิด GIF ใช้การบีบอัดข้อมูลเพื่อลดพื้นที่การจัดเก็บข้อมูล ลักษณะ การบีบอัดข้อมูลในรูปแบบนี้จะได้ผลมากกับกราฟิคที่ใช้สีที่มีความสม่ำเสมอ เช่น ภาพ การ์ตูน หรือโลโก้ โดยที่จำนวนสีที่ใช้ไม่มากนัก

          2. JPEG สำหรับการใช้สแกนรูปภาพหรือภาพถ่าย สำหรับไฟล์ JPEG จะสร้างให้เป็น 24 บิท (หรือ 16.7 ล้านสี) ซึ่งเป็นไฟล์ที่เกิดขึ้นมาเพื่องานประเภทรูปภาพหรือภาพถ่ายโดยเฉพาะ ซึ่งหากคุณต้องการเก็บงานประเภทรูปภาพ JPEG จะเหมาะกับการใช้งานมากกว่า ด้วยขนาดไฟล์ที่เล็กกว่า GIF

gif-jpg          กราฟฟิกแบบ JPEG ถูกพัฒนาโดย Joint Photographic Experts Group เป็นกราฟิคที่สามารถทำงาน กับเครื่องต่างแบบต่างรุ่นได้เช่นกัน ข้อดีของกราฟิคชนิดนี้ คือ มันสามารถ แสดงสีได้สูงสุดถึง 16.7 ล้านสี อย่างไรก็ตามภาพแบบ JPEG จะมีการสูญเสียรายละเอียด บ้างซึ่งเป็นผลจากการบีบอัดข้อมูล (Compression) เพื่อลดขนาดภาพให้มีขนาดไม่ใหญ่จนเกิน ไป กราฟิคชนิด JPEG เหมาะสำหรับใช้แสดงภาพถ่ายที่มีสีสันมาก และต้องการประหยัดเนื้อที่ในการเก็บ