ข้อคิดพิชิตงานใหม่

          แม้ว่ารายการคำถามที่พบบ่อยครั้งในการสัมภาษณ์งานจะมีเป็นสิบเป็นร้อยคำถามก็ถาม แต่ประเภทของคำถามที่มักใช้หลัก ๆ แล้วมีอยู่เพียง 5 ประเภทเท่านั้น ซึ่งได้แก่

          1. ยอมรับข้อด้อยในการ “อ่อนประสบการณ์” ของตัวเองแต่ก็อย่าไปคิดว่าเป็นข้อจำกัดเพราะยังมีทางเลี่ยงอื่นให้เราอีกมาก อาทิ การฝึกงาน ฝึกวิชาชีพ ฯลฯ ที่เป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้กับตัวเรา

          2. อย่าพลาดเข้าร่วมกิจกรรมหรือชมรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัยเพราะทุกวันนี้องค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ ไม่ได้ต้องการเฉพาะคนที่เก่งในด้านวิชาการ แต่ยังต้องเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ และมีความคล่องตัวในการทำงานสูง

          นอกจากนั้น คนที่ผ่านการทำงานร่วมกับชมรมต่างๆ มาก่อน ย่อมมีประสบการณ์หลากหลายกว่า จึงสามารถเอามาประยุกต์ใช้ได้หลายแนวทาง จึงกลายเป็นที่ต้องการขององค์กรสมัยใหม่ เพราะประสบการณ์จากกิจกรรมนอกหลักสูตรเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเราเป็นคนสนใจใฝ่รู้ และชอบทำงานเป็นทีม

          3. เรื่องของสปิริต ที่ต้องรู้แพ้ รู้ชนะ เพราะโลกแห่งการเรียนในทุกวันนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น นักเรียน นิสิต นักศึกษา แต่ละคนจึงต้องแข่งขันกันอย่างเต็มที่ในการเรียน แข่งกันทำกิจกรรม แข่งกันกันประกวดความสามารถต่าง ๆ 

          ในเมื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันไปไม่ได้ สปิริตในการแข่งขันจึงเป็นเรื่องจำเป็น เช่นเดียวกับโลกธุรกิจที่เราต้องแยกบทบาทของผู้แพ้และผู้ชนะให้ออก รวมถึงต้องเรียนรู้ว่าในบางสถานการณ์เราก็ต้องรู้จักยอมแพ้ เพื่อชัยชนะในอนาคต หรือจะเป็นการชื่นชมชัยชนะของตัวเอง ที่อาจทำให้เราฮึกเหิม มีกำลังใจต่อสู้ แต่หากมากเกินไปก็อาจทำให้เราเหลิง หรือหลงตัวเองจนอาจทำให้เราสำคัญตัวเองผิด จึงต้องหาทางสมดุลความรู้สึกทั้งสองส่วนให้ดี

          4. ต้องหาจุดแข็งของเราให้เจอและต้องเป็นจุดแข็งที่ตรงกับตำแหน่งงานที่เราสนใจด้วย เช่น ตำแหน่ง วิศวกร บัญชี การบริหาร สิ่งที่องค์กรต้องการคือ ความแม่นยำ ความละเอียดรอบคอบ

          ที่สำคัญ จุดแข็งเหล่านี้ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ไม่ว่าจะเป็นความมีชื่อเสียงของสถาบัน คะแนนการศึกษา ภาษาต่างประเทศ ฯลฯ เพราะจุดแข็งของเรา จะเป็นประโยชน์ได้ก็ต่อเมื่อ เป็นจุดแข็งที่สะท้อนถึงตัวตนของเราจริงๆ ซึ่งตรงกับที่องค์กรต้องการ และเป็นจุดแข็งที่แตกต่างจากคนอื่น และจุดที่มองเห็นได้ง่าย นับตั้งแต่เห็นใบสมัครก็เข้าใจได้อย่างชัดเจนแล้ว

          5. สร้างความแตกต่างด้วย “ทัศนคติ” เพราะในการสัมภาษณ์กับฝ่ายทรัพยากรบุคคล ซึ่งถือเป็นด่านแรก ต้องเข้าใจว่าแต่ละองค์กรย่อมต้องมีใบสมัครรอให้คัดเลือกมากมาย และผู้สมัครแต่ละคนก็ไม่น่าจะมีความแตกต่างกันมากนัก

          การสร้างความแตกต่างจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการสัมภาษณ์ที่เราสามารถอาศัยทัศนคติของเราเป็นตัวสร้างความประทับใจได้ เพราะทุกองค์กรต่างก็ต้องการบุคลากรที่กระตือรือร้น และมีความคิดเชิงบวก ซึ่งทำงานด้วยได้ง่ายกว่า

          ขั้นต่อมา คือการสัมภาษณ์กับผู้บังคับบัญชา หรือผู้บริหารของหน่วยงานที่เราต้องทำงานกับเขา ซึ่งต้องใช้หลักเดียวกันคือการสร้างความประทับใจ และอย่าลืมขอบคุณเขาด้วยคำพูดหรือจดหมายสั้นๆ ที่ระบุความประทับใจที่เขาให้โอกาสกับเรา

ข้อคิดพิชิตงานใหม่          6. ลดการตื่นเต้น ด้วยการเตรียมพร้อมให้มากที่สุดก่อนการสัมภาษณ์ ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรที่เราจะไปสัมภาษณ์ด้วย ซึ่งในอินเทอร์เน็ตมีข้อมูลทั้งหมดอยู่แล้ว รวมถึงลักษณะของงานในหน่วยงานที่เราสนใจสมัครไปร่วมงาน สินค้าและบริการของเขา ฯลฯ

          การมีข้อมูลในมือมาก จะช่วยเสริมความมั่นใจให้กับเราได้อย่างเต็มที่ และแสดงให้ผู้สัมภาษณ์ได้เห็นถึงความตั้งใจจริงของเรา ซึ่งช่วยเสริมให้เราดูมีความพร้อมมากกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ ทั้งที่แต่ละคนอาจมีจุดเด่นจุดด้อยไม่ต่างกันมากนัก ความเก่ง และความดีของแต่ละคนจึงไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าเราจะมีโอกาสได้งานสูงกว่าผู้สมัครคนอื่น แต่การเตรียมพร้อม นับตั้งแต่การเขียนใบสมัครและการสัมภาษณ์ต่างหากที่จะทำให้เรามีความโดดเด่นและแตกต่างจนสร้างความประทับใจให้กับองค์กรที่เราสนใจจะทำงานด้วยได้

ที่มา : http://tpa.or.th

ช่วยเพิ่มโอกาสได้งานเร็วขึ้น™ สร้างโปรไฟล์กับ jobsDB

ช่วยเพิ่มโอกาสได้งานเร็วขึ้น™ อัปเดตรายละเอียดเกี่ยวกับ jobsDB

เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ทิปส์สำหรับผู้หางานมือใหม่ที่ยังเรียนไม่จบ

ประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยที่ควรใส่ในเรซูเม่