ธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงที่เหลือ เผชิญความเสี่ยงมากขึ้น

          ธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงที่เหลือของปี 2551 … เผชิญความเสี่ยงมากขึ้น

          นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจดังกล่าว ยังอาจทำให้ธนาคารพาณิชย์ไทย จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับการติดตามปัญหาการถดถอยของคุณภาพหนี้อย่าง ต่อเนื่องขณะเดียวกัน ก็อาจกดดันให้ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยอาจต้องรับรู้ผลขาดทุนหรือภาระจากการตั้งค่าเผื่อการด้อยค่าของเงินลงทุนในตราสารของสถาบันการเงินสหรัฐฯที่ประสบปัญหาทางการเงินเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปี 2551 นี้ด้วย ถึงแม้ว่าระบบธนาคารพาณิชย์ไทยจะมีความสามารถในการทำกำไรที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2551 สอดคล้องกับรายได้หลักอย่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และกำไรสุทธิที่ขยายตัวเร่งขึ้น แต่สำหรับในช่วงครึ่งหลังของปี 2551 นั้น สุขภาพทางการเงินและการทำธุรกิจของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลากหลายด้าน อาทิ ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อันเป็นผลจากปัญหาวิกฤตการเงินในสหรัฐฯ ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลกระทบให้ความต้องการสินเชื่อธุรกิจ (ทั้งสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่และธุรกิจเอสเอ็มอี) และสินเชื่อรายย่อยมีโอกาสชะลอลง เช่นเดียวกับ แนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อดี (Core Performing Loans) ในภาพรวมของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยที่คงจะชะลอตัวลงด้วย โดยมีอัตราการขยายตัว ณ สิ้นปี 2551 ที่ประมาณ 9.0-10.0% เทียบกับ 16.5% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2551

          นอกจากนั้น ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยยังมีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2551 ท่ามกลางภาวะที่สินเชื่ออาจชะลอตัวลง สวนทางกับต้นทุนอัตราดอกเบี้ยจ่ายที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำเป็นการทั่วไปในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2551 ที่ผ่านมา และจากการแข่งขันออกผลิตภัณฑ์เงินฝากแบบพิเศษที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าปกติในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีโอกาสที่จะขยับลดลงประมาณ 0.05-0.10% จากในช่วงครึ่งแรกของปีมาที่ 3.59-3.64% บนเงื่อนไขว่า ธนาคารพาณิชย์ไทยอาจไม่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกแล้วในช่วงที่เหลือของปีนี้

ความเสี่ยงด้านการเงิน          อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าอนาคตทางธุรกิจและสุขภาพทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้อาจไม่สดใสเท่าที่ควร แต่ก็เป็นสถานการณ์เดียวกันกับที่ภาคส่วนอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญอยู่ ขณะที่ระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ยังคงมีความมั่นคงทางการเงินในระดับสูง ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจากธนาคารแห่งประเทศไทย โดยอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวม ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2551 อยู่ที่ 15.10% (เป็นข้อมูลของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ โดยแบ่งเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 1 เท่ากับ 11.61%) สัดส่วนการกันสำรองต่อหนี้เสียจัดชั้นรวมที่สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของ ธปท.ถึงประมาณ 1.2 เท่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2551 และสัดส่วนเอ็นพีแอลเอง ก็ลดลงจากอดีตมาก (จากที่เคยสูงกว่า 40% ต่อสินเชื่อรวมในช่วงสมัยวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540) เช่นเดียวกับการบริหารความเสี่ยงในด้านต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าอดีตมาก ซึ่งทั้งหมดนี้ น่าจะช่วยให้มั่นใจว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยยังมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะทนทานต่อปัจจัยแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยนี้ได้

ที่มา : กระแสทรรศน์ ฉบับที่ 2104